ข่าวอสังหาริมทรัพย์
ครม.ไฟเขียวลดค่าธรรมเนียมโอน บ้านมือสอง เหลือ 0.01% 23 เมษายน 2551
นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนการโอน และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม จากมาตรการตามมติครม.เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2551 เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองเพิ่มขึ้นและเป็นสนับสนุนให้มีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น
โดยกำหนดให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ จากปัจจุบันที่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ 2% และเรียกเก็บค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ที่ 1% ให้ลดลงเหลือ 0.01% สำหรับกรณีสนับสนุนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว และอาคารพาณิชย์ หรืออาคารดังกล่าวพร้อมที่ดิน ซึ่งมีเนื้อที่ไม่เกิน 1 ไร่ และไม่ใช่ที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน หรือที่ดำเนินการจัดสรรที่ดินโดยทางราชการหรือองค์การของรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย
นางสาวศุภรัตน์ กล่าวว่า มาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 28 มี.ค.2552 เพื่อให้มีระยะเวลาสิ้นสุดที่สอดคล้องกับมาตรการภาษี เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจตามมติครม.เมื่อวันที่4มี.ค.2551
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดว่า การสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยการ
สนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง โดยการบรรเทาภาระค่าธรรมเนียมการโอน และการจำนองอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว เปรียบเหมือนการเพิ่มเงินออมให้ประชาชน ซึ่งคาดว่าจะทำให้ประชาชนนำเงินดังกล่าวมาใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ เพิ่มการหมุนเวียนเงินในระบบ และส่งผลให้เกิดการจ้างงาน และการผลิตเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สูญเสียรายได้เพิ่มขึ้นอีก 2.5 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้ อปท. ต้องสูญเสียรายได้ทั้งหมดเป็น 1.05 หมื่นล้านบาท จากการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณอุดหนุนเพื่อชดเชยการสูญเสียรายได้ของอปท.ดังกล่าว หรือปรับโครงสร้างรายได้ของอปท.โดยนำภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างมาใช้แทน
นางสาวศุภรัตน์ ระบุว่า สำนักงบประมาณแสดงความเป็นห่วงว่า มาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ จะทำให้การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรลดลง ซึ่ง น.พ.สุรพงษ์สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า กรมสรรพสามิตจะมีแนวทางที่ขยายฐานการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น พร้อมมีแนวคิดปรับเพิ่มภาษีบำรุงท้องที่ หลังจากที่ไม่มีการปรับเพิ่มภาษีส่วนนี้มาหลายปีแล้ว เพื่อหารายได้เข้ารัฐเพิ่ม
กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการภาษี ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มีนาคม2551 ซึ่งบางมาตรการมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2551 ได้แก่ การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้สุทธิ 150,000 บาท (ซึ่งจะทำให้มีผลต่อการหักภาษี ณ ที่จ่าย ลดลงสำหรับเงินได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 เป็นต้นไป) การยกเว้นกำไรสุทธิ 150,000 บาทแรก ไม่ต้องเสียภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SMES ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน5ล้านบาท
การลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3% เหลือ 0.1% และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2551 ที่ให้คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 7% ไปอีก 2 ปี (1 ตุลาคม 2551 - 30 กันยายน 2553) จะช่วยให้ประชาชนมีรายได้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น ทำให้มีอำนาจในการใช้จ่ายมากขึ้น และช่วยให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวที่ดีขึ้นด้วยที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนการโอน และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม จากมาตรการตามมติครม.เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2551 เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองเพิ่มขึ้นและเป็นสนับสนุนให้มีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น
โดยกำหนดให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ จากปัจจุบันที่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ 2% และเรียกเก็บค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ที่ 1% ให้ลดลงเหลือ 0.01% สำหรับกรณีสนับสนุนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว และอาคารพาณิชย์ หรืออาคารดังกล่าวพร้อมที่ดิน ซึ่งมีเนื้อที่ไม่เกิน 1 ไร่ และไม่ใช่ที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน หรือที่ดำเนินการจัดสรรที่ดินโดยทางราชการหรือองค์การของรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย
นางสาวศุภรัตน์ กล่าวว่า มาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 28 มี.ค.2552 เพื่อให้มีระยะเวลาสิ้นสุดที่สอดคล้องกับมาตรการภาษี เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจตามมติครม.เมื่อวันที่4มี.ค.2551
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดว่า การสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยการ
สนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง โดยการบรรเทาภาระค่าธรรมเนียมการโอน และการจำนองอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว เปรียบเหมือนการเพิ่มเงินออมให้ประชาชน ซึ่งคาดว่าจะทำให้ประชาชนนำเงินดังกล่าวมาใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ เพิ่มการหมุนเวียนเงินในระบบ และส่งผลให้เกิดการจ้างงาน และการผลิตเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สูญเสียรายได้เพิ่มขึ้นอีก 2.5 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้ อปท. ต้องสูญเสียรายได้ทั้งหมดเป็น 1.05 หมื่นล้านบาท จากการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณอุดหนุนเพื่อชดเชยการสูญเสียรายได้ของอปท.ดังกล่าว หรือปรับโครงสร้างรายได้ของอปท.โดยนำภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างมาใช้แทน
นางสาวศุภรัตน์ ระบุว่า สำนักงบประมาณแสดงความเป็นห่วงว่า มาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ จะทำให้การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรลดลง ซึ่ง น.พ.สุรพงษ์สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า กรมสรรพสามิตจะมีแนวทางที่ขยายฐานการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น พร้อมมีแนวคิดปรับเพิ่มภาษีบำรุงท้องที่ หลังจากที่ไม่มีการปรับเพิ่มภาษีส่วนนี้มาหลายปีแล้ว เพื่อหารายได้เข้ารัฐเพิ่ม
กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการภาษี ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มีนาคม2551 ซึ่งบางมาตรการมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2551 ได้แก่ การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้สุทธิ 150,000 บาท (ซึ่งจะทำให้มีผลต่อการหักภาษี ณ ที่จ่าย ลดลงสำหรับเงินได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 เป็นต้นไป) การยกเว้นกำไรสุทธิ 150,000 บาทแรก ไม่ต้องเสียภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SMES ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน5ล้านบาท
การลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3% เหลือ 0.1% และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2551 ที่ให้คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 7% ไปอีก 2 ปี (1 ตุลาคม 2551 - 30 กันยายน 2553) จะช่วยให้ประชาชนมีรายได้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น ทำให้มีอำนาจในการใช้จ่ายมากขึ้น และช่วยให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวที่ดีขึ้นด้วยที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Information Center


