ข่าวอสังหาริมทรัพย์
QHกำไรQ2เกิน30% ครึ่งปีรายได้5พันล. 21 กรกฎาคม 2551
ควอลิตี้เฮ้าส์ ไตรมาส 2 กำไรโตเกิน 30% จากไตรมาสแรก ขณะที่รายได้พุ่ง 20กว่า%หลังลูกค้าแห่โอนบ้านเพิ่ม ส่วน 6 เดือนแรกยอดรับรู้รายได้กว่า 5 พันล้านบาท ครึ่งปีหลังผุดใหม่อีก 8 โครงการชิงมาร์เก็ตแชร์เพิ่ม
นางสุวรรณา พุทธประสาท กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์จำกัด (มหาชน) หรือ QH เปิดเผยกับ "ข่าวหุ้นธุรกิจ" ว่า บริษัทคาดว่าผลประกอบการในไตรมาสที่ 2/51 จะมียอดรับรู้รายได้เติบโตเพิ่มขึ้น 20 กว่า% จากไตรมาสที่ 1/51 ที่มีรายได้รวม 2,449 ล้านบาท เนื่องจากอัตราการเข้าซื้อโครงการของลูกค้ามีการเติบโตและได้รับประโยชน์จากมาตรการลดภาษีของรัฐบาล ทำให้ลูกค้ามีการตัดสินใจโอนดีขึ้น
"ผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทจะมีรายได้รวมเกือบ 5,000 ล้านบาทแบ่งเป็นยอดรับรู้รายได้ในไตรมาสแรก 2,449 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นยอดรับรู้รายได้ในไตรมาสที่ 2/51 โดยคาดว่ายอดรับรู้รายได้ในไตรมาสที่ 2/51 จะโตกว่า 20 กว่า%จากไตรมาสแรก" นางสุวรรณา กล่าว
สำหรับภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว น่าจะเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการรายใหญ่ รวมถึงบริษัทที่จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) มากขึ้น เนื่องจากคาดการณ์ว่าจำนวนสินค้าน่าจะลดลง เพราะผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กจะมีความระมัดระวังการลงทุนและชะลอแผนการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง หลังได้รับผลกระทบต้นทุนค่าก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะราคาน้ำมันที่สูง
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ บริษัทวางแผนจะเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 8 โครงการจากเป้าหมายทั้งปีวางไว้ 11 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท โดยครึ่งปีแรกเปิดโครงการใหม่ไปแล้ว 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 5,550 ล้านบาท ล่าสุดในช่วงไตรมาสที่ 3/51 นี้ บริษัทได้เปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 4 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ6,000 ล้านบาท ได้แก่ โครงการลัดดารมย์ ราชพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ โครงการลัดดารมย์-รัตนาธิเบศร์ 2 โครงการคาซ่าวิลล์ วัชรพล 3 และโครงการคาซ่าวิลล์รัตนาธิเบศร์ 2ส่วนที่เหลืออีก 4 โครงการจะเปิดในช่วงไตรมาสที่ 4/51
ส่วนเป้าหมายรายได้ปีนี้ยังเหมือนเดิม คือ คาดการณ์ว่าจะมีรายได้ประมาณ 12,000ล้านบาท เติบโต 15-20% จากปีก่อน ที่มีรายได้ทั้งสิ้น 10,580.5 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะมีกำไรสุทธิเติบโต 30% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,066.3 ล้านบาท เนื่องจากมีรายได้จากโอนบ้านเพิ่มขึ้นอย่างเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการลดภาษีกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ และอัตราการซื้อโครงการของลูกค้ายังเติบโตได้ต่อเนื่องรวมถึงการบริหารลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น โดยการเร่งงานก่อสร้างให้เร็วขึ้น ส่งผลให้อัตราการทำกำไรของบริษัทดีขึ้น
"ครึ่งปีหลังบริษัทมีการเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งปีหลัง เชื่อว่าจะทำให้รายได้และกำไรของบริษัทเติบโตมากขึ้นกว่าครึ่งปีแรก" นางสุวรรณา กล่าว
ด้านนักวิเคราะห์ คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาสที่ 2/51 QH จะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% จากไตรมาสที่ 1/51 ที่มีกำไรสุทธิ 307 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทยอดรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นกว่า 20% จากไตรมาสแรก เพราะลูกค้ามียอดการโอนเพิ่มขึ้นเพื่อรับประโยชน์จากมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม QH ได้มีการเลื่อนการโอนสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ควอลิตี้เฮ้าส์ (QHPF) ซึ่งประกอบด้วย โครงการเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ภายใต้แบรนด์ "เซ็นเตอร์พอยท์" 3 แห่ง คือ สุขุมวิท ซอย 10, เพชรบุรี และศาลาแดง และอาคารสำนักงาน 1 แห่งคือ คิวเฮ้าส์ สาทรมูลค่ารวมประมาณ 3,000-3,500 ล้านบาท ไปเป็นปี2552 จากเดิมคาดว่าจะโอนในช่วงไตรมาสที่ 3/51 เนื่องจากยังขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในส่วนของเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ยังไม่ได้ เพราะรอรัฐบาลประกาศใช้กฎกระทรวง
ทั้งนี้การเลื่อนโอนสินทรัพย์เข้ากองทุน QHPF บริษัทมั่นใจว่าจะไม่กระทบกับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัท ที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.3 เท่ากว่า เพราะในเดือนกันยายนนี้การใช้สิทธิใบสำคัญแสดงสิทธิ์ซื้อหุ้นสามัญชุดที่ 2 (QH-W2) จะหมดอายุลงในเดือนกันยายน 2551 นี้ ก็น่าจะทำให้ D/E ของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ 1.2 เท่า ดังนั้นการไม่โอนสินทรัพย์เข้ากองทุนก็ไม่ส่งผลกระทบกับฐานะทางการเงินของบริษัทแต่อย่างใด
ควอลิตี้เฮ้าส์ ไตรมาส 2 กำไรโตเกิน 30% จากไตรมาสแรก ขณะที่รายได้พุ่ง 20กว่า%หลังลูกค้าแห่โอนบ้านเพิ่ม ส่วน 6 เดือนแรกยอดรับรู้รายได้กว่า 5 พันล้านบาท ครึ่งปีหลังผุดใหม่อีก 8 โครงการชิงมาร์เก็ตแชร์เพิ่ม
นางสุวรรณา พุทธประสาท กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์จำกัด (มหาชน) หรือ QH เปิดเผยกับ "ข่าวหุ้นธุรกิจ" ว่า บริษัทคาดว่าผลประกอบการในไตรมาสที่ 2/51 จะมียอดรับรู้รายได้เติบโตเพิ่มขึ้น 20 กว่า% จากไตรมาสที่ 1/51 ที่มีรายได้รวม 2,449 ล้านบาท เนื่องจากอัตราการเข้าซื้อโครงการของลูกค้ามีการเติบโตและได้รับประโยชน์จากมาตรการลดภาษีของรัฐบาล ทำให้ลูกค้ามีการตัดสินใจโอนดีขึ้น
"ผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทจะมีรายได้รวมเกือบ 5,000 ล้านบาทแบ่งเป็นยอดรับรู้รายได้ในไตรมาสแรก 2,449 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นยอดรับรู้รายได้ในไตรมาสที่ 2/51 โดยคาดว่ายอดรับรู้รายได้ในไตรมาสที่ 2/51 จะโตกว่า 20 กว่า%จากไตรมาสแรก" นางสุวรรณา กล่าว
สำหรับภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว น่าจะเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการรายใหญ่ รวมถึงบริษัทที่จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) มากขึ้น เนื่องจากคาดการณ์ว่าจำนวนสินค้าน่าจะลดลง เพราะผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กจะมีความระมัดระวังการลงทุนและชะลอแผนการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง หลังได้รับผลกระทบต้นทุนค่าก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะราคาน้ำมันที่สูง
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ บริษัทวางแผนจะเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 8 โครงการจากเป้าหมายทั้งปีวางไว้ 11 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท โดยครึ่งปีแรกเปิดโครงการใหม่ไปแล้ว 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 5,550 ล้านบาท ล่าสุดในช่วงไตรมาสที่ 3/51 นี้ บริษัทได้เปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 4 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ6,000 ล้านบาท ได้แก่ โครงการลัดดารมย์ ราชพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ โครงการลัดดารมย์-รัตนาธิเบศร์ 2 โครงการคาซ่าวิลล์ วัชรพล 3 และโครงการคาซ่าวิลล์รัตนาธิเบศร์ 2ส่วนที่เหลืออีก 4 โครงการจะเปิดในช่วงไตรมาสที่ 4/51
ส่วนเป้าหมายรายได้ปีนี้ยังเหมือนเดิม คือ คาดการณ์ว่าจะมีรายได้ประมาณ 12,000ล้านบาท เติบโต 15-20% จากปีก่อน ที่มีรายได้ทั้งสิ้น 10,580.5 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะมีกำไรสุทธิเติบโต 30% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,066.3 ล้านบาท เนื่องจากมีรายได้จากโอนบ้านเพิ่มขึ้นอย่างเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการลดภาษีกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ และอัตราการซื้อโครงการของลูกค้ายังเติบโตได้ต่อเนื่องรวมถึงการบริหารลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น โดยการเร่งงานก่อสร้างให้เร็วขึ้น ส่งผลให้อัตราการทำกำไรของบริษัทดีขึ้น
"ครึ่งปีหลังบริษัทมีการเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งปีหลัง เชื่อว่าจะทำให้รายได้และกำไรของบริษัทเติบโตมากขึ้นกว่าครึ่งปีแรก" นางสุวรรณา กล่าว
ด้านนักวิเคราะห์ คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาสที่ 2/51 QH จะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% จากไตรมาสที่ 1/51 ที่มีกำไรสุทธิ 307 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทยอดรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นกว่า 20% จากไตรมาสแรก เพราะลูกค้ามียอดการโอนเพิ่มขึ้นเพื่อรับประโยชน์จากมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม QH ได้มีการเลื่อนการโอนสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ควอลิตี้เฮ้าส์ (QHPF) ซึ่งประกอบด้วย โครงการเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ภายใต้แบรนด์ "เซ็นเตอร์พอยท์" 3 แห่ง คือ สุขุมวิท ซอย 10, เพชรบุรี และศาลาแดง และอาคารสำนักงาน 1 แห่งคือ คิวเฮ้าส์ สาทรมูลค่ารวมประมาณ 3,000-3,500 ล้านบาท ไปเป็นปี2552 จากเดิมคาดว่าจะโอนในช่วงไตรมาสที่ 3/51 เนื่องจากยังขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในส่วนของเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ยังไม่ได้ เพราะรอรัฐบาลประกาศใช้กฎกระทรวง
ทั้งนี้การเลื่อนโอนสินทรัพย์เข้ากองทุน QHPF บริษัทมั่นใจว่าจะไม่กระทบกับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัท ที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.3 เท่ากว่า เพราะในเดือนกันยายนนี้การใช้สิทธิใบสำคัญแสดงสิทธิ์ซื้อหุ้นสามัญชุดที่ 2 (QH-W2) จะหมดอายุลงในเดือนกันยายน 2551 นี้ ก็น่าจะทำให้ D/E ของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ 1.2 เท่า ดังนั้นการไม่โอนสินทรัพย์เข้ากองทุนก็ไม่ส่งผลกระทบกับฐานะทางการเงินของบริษัทแต่อย่างใด
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Information Center


