ค้นหา:


พื้นที่โฆษณา
Add to Favorite RSS Feed
ค้นหาตามเงื่อนไข:







ผู้สนับสนุนเว็บไซต์
HTML hit counter - Quick-counter.net
ข่าวอสังหาริมทรัพย์
Home Builder Seminar 5 แก้โจทย์รับสร้างบ้านยุคน้ำมันแพง 21 กรกฎาคม 2551 

"การบริหารจัดการ" ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ให้ธุรกิจรับสร้างบ้านต้องขบคิดในยุคที่ราคาน้ำมัน ยังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในงาน Home Builder Seminar ครั้งที่ 5 ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมธุรกิจ รับสร้างบ้านจึงหยิบเรื่องนี้มาตั้งเป็นประเด็นการสัมมนาภายใต้หัวข้อ "การสร้างบ้านคุณภาพในยุคน้ำมันแพง"

เปิดประเด็นการสัมมนาด้วย "ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส" ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาคสายนโยบายการเงิน ดีกรีด็อกเตอร์ จากแบงก์ชาติ มาให้ข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจพร้อมวิเคราะห์ แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง

โดยระบุว่าในเชิงเศรษฐกิจระดับมหภาคพบว่า สถิติการส่งออกสินค้าเปรียบเทียบระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา มีอัตราขยายตัว 25% เศษ มาจากราคาสินค้าอย่างข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับสถิติการนำเข้าสินค้าเปรียบเทียบ ในช่วงเดียวกัน มีอัตราขยายตัว 28% หลักๆ มาจากการนำเข้าน้ำมันที่มีราคา สูงขึ้นอย่างมาก

ดร.ทิตนันทิ์ยังได้โฟกัสถึงปัญหา "เงินเฟ้อ" ที่แบงก์ชาติประกาศว่าพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ 8.9% ว่า ที่น่าสนใจและน่าจับตามองคือแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในอนาคตจะขยับไปถึงจุดไหนแม้จะไม่ได้ฟันธงแบบชัดเจน แต่ก็สรุปว่าการขยับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อรอบนี้มีโอกาสจะ "ยืดเยื้อ" เพราะสินค้าอีกหลายตัวเตรียมทยอย ปรับราคา อย่างก๊าซแอลพีจี เอ็นจีวี สินค้าอุปโภคบริโภคสินค้าประเภทวัสดุและค่าแรง

ขณะเดียวกันแบงก์ชาติได้สำรวจ ความคิดเห็นกลุ่มผู้ประกอบการภาคธุรกิจต่างๆ ใน 2 ประเด็นคือ 1)การประเมิน แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในอีก 1 ปีข้างหน้า (พ.ค.2552) และ 2)การประเมินแนวโน้มต้นทุนในอีก 1 ปีข้างหน้า ซึ่งผลที่ออกมา ไม่ค่อยดีนัก เพราะภาคธุรกิจมองในมุมมองที่คล้ายๆ กันว่าในอีก 1 ปีข้างหน้า ทั้งอัตราเงินเฟ้อและต้นทุนน่าจะปรับ สูงขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า6%

อย่างไรก็ตามแบงก์ชาติระบุท่ามกลางปัจจัยลบ ข่าวดีก็ยังพอมีให้เห็นคือ 1)พื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม ของไทยถือว่ายังดีอยู่ 2)เงินทุนสำรอง ระหว่างประเทศยังอยู่ในอัตราที่สูง และ 3)ฐานะการคลังของประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี คาดว่าบัญชีเดินสะพัดในปีนี้อาจเกินดุลเล็กน้อย โดยสรุปคือเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสขยายตัวได้ แต่อยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

ถัดมา "ผศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์" จากภาควิชาสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แนะแนวทางการบริหาร ธุรกิจรับสร้างบ้านในยุคนี้ว่าต้อง ผสมผสานกันระหว่าง 1)โลว์คอสต์ มาร์เก็ตติ้ง (นโยบายการตลาดต้นทุนต่ำ) และ 2)กรีนมาร์เก็ตติ้ง (นโยบายการตลาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) โดยเฉพาะกระแสโลกร้อน หรือการใช้วัสดุทดแทนเป็นเทรนด์ที่กำลังมา

ในแง่ของการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง การส่งมอบบ้าน รวมถึง การบริการหลังการขาย อย่างปัจจุบัน พบว่ามีบางบริษัทส่งมอบบ้านให้ลูกค้าพร้อมแจกคู่มือการอยู่อาศัยและ บำรุงรักษาบ้าน รวมถึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีไอทีมาใช้เพื่อความรวดเร็ว อาทิ โปรแกรม autocad vectorwork intericadฯลฯซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ในงานออกแบบทั้งสิ้น

นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการ อีกสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการ ลดต้นทุนในธุรกิจการสร้างบ้านคือ "วัสดุ" สำหรับเทรนด์การพัฒนาวัสดุในมุมมอง "ธนนิตย์ รัตนเนนย์" ผู้อำนวยการบริหารช่องทางการจัดจำหน่ายของ "เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น" ในเครือซิเมนต์ไทย จะมุ่งไปสู่การขายสินค้าพ่วงบริการ (โซลูชั่น) มากกว่าการขายสินค้า เพียงอย่างเดียว เพราะต่อไปการพัฒนาวัสดุจะลงลึกแบบเฉพาะกลุ่มมากขึ้น อย่างปัจจุบันมีคอนกรีตแบบแข็งตัวเร็ว ปูนฉาบมีสีในตัว กระเบื้องเซรามิกทนกัดกร่อน

นอกจากนี้การเลือกวัสดุใช้ก่อสร้างบ้านก็ต้องเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและอาจจะต้องวิเคราะห์ถึงความต้องการในอนาคตด้วย เช่น กลุ่มที่มีอายุ 20-30 ปี ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นลูกค้าของธุรกิจ รับสร้างบ้านต่อไปจะมีความต้องการอย่างไร

ขณะที่องค์ประกอบการสุดท้าย คือ การลดต้นทุน "ประสงค์ ธาราไชย" นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่ง ประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ แนะเทคนิคว่าควรเริ่มตั้งแต่ขั้นตอน การออกแบบ จากนั้นจึงสั่งโรงงานให้ตัดเหล็กตามความยาวที่เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อจะได้ไม่เหลือเศษเหล็กทิ้ง หรือเทคนิคง่ายๆ อย่างการตัดลวดผูกเหล็กจาก 4 ส่วน เพิ่มเป็น 6 ส่วน เพื่อให้ใช้งาน ได้มากขึ้นโดยไม่ลดประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Information Center