ข่าวอสังหาริมทรัพย์
วิกฤตเงินเฟ้อฉุดอสังหาฯ 15 กรกฎาคม 2551
ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯเผยตลาดปี 51 อ่วม ตัวเลขยื่นขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินไตรมาสแรกลดลง 20% โดยเฉพาะกรุงเทพฯ-ปริมณฑลหดตัวกว่า 14% แถมตัวเลขออกใบอนุญาตก่อสร้างคอนโดฯเขตกรุงเทพฯลดลง 37% เหตุต้นทุนเหล็กพุ่ง 70% จากไตรมาส 3 ปี 50 ขณะที่ยอดที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ 4 เดือนแรกปี 51 ลดลง 11% ฟันธงตัวเลขทั้งปีไม่เกิน 74,000 หน่วย แต่คอนโดฯชลบุรีโตสวนกระแส ตัวเลขเพิ่มขึ้นแตะระดับเฉลี่ย 850,000 ตารางเมตรต่อปี ระบุเสี่ยงภาวะสินค้าล้นตลาด พร้อมเตือนราคาน้ำมัน-แรงกดดันเงินเฟ้อไตรมาส 3 ฉุดตลาดอสังหาฯครึ่งปีหลังทรุดต่อเนื่อง
นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2551 มีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในภาพรวมมีแนวโน้มลดลง ดังจะเห็นได้จากสถิติใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน ใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวดิ่งลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ตัวเลขที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนซึ่งเป็นผลพวงมาจากใบอนุญาตที่ออกให้ในช่วง 1-3 ปีก่อนหน้านี้เริ่มชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน แม้โครงการที่อยู่อาศัยแนวดิ่งคือคอนโดมิเนียมจะยังมีปริมาณสินค้าสร้างเสร็จใหม่ทยอยออกมาอีกมากในอนาคตก็ตาม ทั้งนี้ ตัวเลขการยื่นขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั่วประเทศในไตรมาสแรกของปี 2551 มีจำนวนทั้งสิ้น 11,565 หน่วย หรือลดลง 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีจำนวนเพียง 9,097 หน่วย หรือลดลง 14% ขณะที่ตัวเลขในเขตต่างจังหวัดก็มีแนวโน้มลดลงเช่นเดียวกัน โดยมีจำนวนเพียง 2,468 หน่วยเท่านั้น
สำหรับตัวเลขการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบทั่วประเทศ ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ ในไตรมาสแรกของปี 2551 มีจำนวน 51,210 หน่วย ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยอยู่ในเขตต่างจังหวัด 35,601 หน่วย และกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 15,609 หน่วย ขณะที่ตัวเลขการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมทั่วประเทศนั้นถือว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีติดต่อกันจนสูงสุดในปี 2549 ซึ่งมีจำนวน 11.78 ล้านตารางเมตร แบ่งเป็นในเขตกรุงเทพฯถึง 9.64 ล้านตารางเมตร แต่เริ่มลดลงในปีที่แล้ว โดยมีจำนวนเพียง 9.61 ล้านตารางเมตร อย่างไรก็ตาม ในจำนวนดังกล่าวอยู่ในกรุงเทพฯโดยเฉพาะกรุงเทพฯชั้นในย่านถนนสุขุมวิท พระราม 3 คลองเตย พระโขนง สาทร และรัชดาภิเษก รวม 7.56 ล้านตารางเมตร ส่วนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2551 มีจำนวนรวมกันทั้งสิ้น 2.29 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่สำหรับเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีตัวเลขลดลงจาก 1.67 ล้านตารางเมตร เหลือเพียง 1.05 ล้านตารางเมตรในปีนี้ หรือลดลงกว่า 37% เนื่องจากการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในแนวดิ่งต้องอาศัยเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญมากกว่าแนวราบ ขณะที่ราคาเหล็กเส้นพุ่งสูงขึ้นเกิน 70% จากไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว ทำให้ผู้ประกอบการชะลอการพัฒนาโครงการเนื่องจากแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลจะลดลง แต่พื้นที่ก่อสร้างในเขตต่างจังหวัดโดยเฉพาะชลบุรีกลับเพิ่มขึ้นสูงสุด 854,000 ตารางเมตรในปี 2550 ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มีตัวเลขเฉลี่ยต่ำกว่า 200,000 ตารางเมตรต่อปี ขณะที่ในไตรมาสแรกของปีนี้มีพื้นที่ก่อสร้างตามใบอนุญาตถึง 451,000 ตารางเมตร หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของปี 2550 ทั้งปี ถือเป็นอัตราการเพิ่มที่รวดเร็วและควรจับตามอง เนื่องจากอาจจะเกิดปัญหาภาวะสินค้าล้นตลาดในอนาคตอันใกล้ได้
นายสัมมากล่าวต่อว่า ในส่วนของตัวเลขที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ทุกประเภทในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวน 18,952 หน่วย ลดลง 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และตัวเลขทั้งปีไม่น่าจะเกิน 74,000 หน่วย อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะลดลงแต่โดยภาพรวมถือว่าเป็นตัวเลขความต้องการที่อยู่อาศัยที่แท้จริง ซึ่งทำให้ตลาดค่อนข้างมีเสถียรภาพ ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลทั่วไปปล่อยใหม่ในไตรมาสแรกของปีนี้มีประมาณ 49,900 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16% แต่หากเป็นธนาคารพาณิชย์จะลดลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่ปริมาณสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลทั่วไปคงค้าง ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านบาท ถือว่ามีตัวเลขใกล้เคียงกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของภาครัฐ
“ตลาดอสังหาฯในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะหดตัวลงอีก โดยเฉพาะจากปัจจัยเงินเฟ้อที่จะส่งแรงกดดันมากขึ้นอีกในไตรมาส 3 เนื่องจากราคาน้ำมันไม่เสถียรภาพ และอาจจะทำให้มีการปล่อยลอยตัวราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการที่เคยมีการควบคุม ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกว่า 40% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วน่าจะส่งผลให้ความสามารถในการใช้จ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคลดต่ำลง แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงปลายปีต่อเนื่องจนถึงต้นปีหน้าตลาดจะฟื้นตัวกลับมา เนื่องจากผู้ประกอบการน่าจะเร่งพัฒนาโครงการเพื่อให้ทันกับมาตรการทางภาษีในช่วงต้นปีหน้า
ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯเผยตลาดปี 51 อ่วม ตัวเลขยื่นขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินไตรมาสแรกลดลง 20% โดยเฉพาะกรุงเทพฯ-ปริมณฑลหดตัวกว่า 14% แถมตัวเลขออกใบอนุญาตก่อสร้างคอนโดฯเขตกรุงเทพฯลดลง 37% เหตุต้นทุนเหล็กพุ่ง 70% จากไตรมาส 3 ปี 50 ขณะที่ยอดที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ 4 เดือนแรกปี 51 ลดลง 11% ฟันธงตัวเลขทั้งปีไม่เกิน 74,000 หน่วย แต่คอนโดฯชลบุรีโตสวนกระแส ตัวเลขเพิ่มขึ้นแตะระดับเฉลี่ย 850,000 ตารางเมตรต่อปี ระบุเสี่ยงภาวะสินค้าล้นตลาด พร้อมเตือนราคาน้ำมัน-แรงกดดันเงินเฟ้อไตรมาส 3 ฉุดตลาดอสังหาฯครึ่งปีหลังทรุดต่อเนื่อง
นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2551 มีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในภาพรวมมีแนวโน้มลดลง ดังจะเห็นได้จากสถิติใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน ใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวดิ่งลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ตัวเลขที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนซึ่งเป็นผลพวงมาจากใบอนุญาตที่ออกให้ในช่วง 1-3 ปีก่อนหน้านี้เริ่มชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน แม้โครงการที่อยู่อาศัยแนวดิ่งคือคอนโดมิเนียมจะยังมีปริมาณสินค้าสร้างเสร็จใหม่ทยอยออกมาอีกมากในอนาคตก็ตาม ทั้งนี้ ตัวเลขการยื่นขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั่วประเทศในไตรมาสแรกของปี 2551 มีจำนวนทั้งสิ้น 11,565 หน่วย หรือลดลง 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีจำนวนเพียง 9,097 หน่วย หรือลดลง 14% ขณะที่ตัวเลขในเขตต่างจังหวัดก็มีแนวโน้มลดลงเช่นเดียวกัน โดยมีจำนวนเพียง 2,468 หน่วยเท่านั้น
สำหรับตัวเลขการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบทั่วประเทศ ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ ในไตรมาสแรกของปี 2551 มีจำนวน 51,210 หน่วย ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยอยู่ในเขตต่างจังหวัด 35,601 หน่วย และกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 15,609 หน่วย ขณะที่ตัวเลขการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมทั่วประเทศนั้นถือว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีติดต่อกันจนสูงสุดในปี 2549 ซึ่งมีจำนวน 11.78 ล้านตารางเมตร แบ่งเป็นในเขตกรุงเทพฯถึง 9.64 ล้านตารางเมตร แต่เริ่มลดลงในปีที่แล้ว โดยมีจำนวนเพียง 9.61 ล้านตารางเมตร อย่างไรก็ตาม ในจำนวนดังกล่าวอยู่ในกรุงเทพฯโดยเฉพาะกรุงเทพฯชั้นในย่านถนนสุขุมวิท พระราม 3 คลองเตย พระโขนง สาทร และรัชดาภิเษก รวม 7.56 ล้านตารางเมตร ส่วนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2551 มีจำนวนรวมกันทั้งสิ้น 2.29 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่สำหรับเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีตัวเลขลดลงจาก 1.67 ล้านตารางเมตร เหลือเพียง 1.05 ล้านตารางเมตรในปีนี้ หรือลดลงกว่า 37% เนื่องจากการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในแนวดิ่งต้องอาศัยเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญมากกว่าแนวราบ ขณะที่ราคาเหล็กเส้นพุ่งสูงขึ้นเกิน 70% จากไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว ทำให้ผู้ประกอบการชะลอการพัฒนาโครงการเนื่องจากแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลจะลดลง แต่พื้นที่ก่อสร้างในเขตต่างจังหวัดโดยเฉพาะชลบุรีกลับเพิ่มขึ้นสูงสุด 854,000 ตารางเมตรในปี 2550 ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มีตัวเลขเฉลี่ยต่ำกว่า 200,000 ตารางเมตรต่อปี ขณะที่ในไตรมาสแรกของปีนี้มีพื้นที่ก่อสร้างตามใบอนุญาตถึง 451,000 ตารางเมตร หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของปี 2550 ทั้งปี ถือเป็นอัตราการเพิ่มที่รวดเร็วและควรจับตามอง เนื่องจากอาจจะเกิดปัญหาภาวะสินค้าล้นตลาดในอนาคตอันใกล้ได้
นายสัมมากล่าวต่อว่า ในส่วนของตัวเลขที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ทุกประเภทในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวน 18,952 หน่วย ลดลง 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และตัวเลขทั้งปีไม่น่าจะเกิน 74,000 หน่วย อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะลดลงแต่โดยภาพรวมถือว่าเป็นตัวเลขความต้องการที่อยู่อาศัยที่แท้จริง ซึ่งทำให้ตลาดค่อนข้างมีเสถียรภาพ ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลทั่วไปปล่อยใหม่ในไตรมาสแรกของปีนี้มีประมาณ 49,900 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16% แต่หากเป็นธนาคารพาณิชย์จะลดลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่ปริมาณสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลทั่วไปคงค้าง ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านบาท ถือว่ามีตัวเลขใกล้เคียงกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของภาครัฐ
“ตลาดอสังหาฯในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะหดตัวลงอีก โดยเฉพาะจากปัจจัยเงินเฟ้อที่จะส่งแรงกดดันมากขึ้นอีกในไตรมาส 3 เนื่องจากราคาน้ำมันไม่เสถียรภาพ และอาจจะทำให้มีการปล่อยลอยตัวราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการที่เคยมีการควบคุม ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกว่า 40% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วน่าจะส่งผลให้ความสามารถในการใช้จ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคลดต่ำลง แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงปลายปีต่อเนื่องจนถึงต้นปีหน้าตลาดจะฟื้นตัวกลับมา เนื่องจากผู้ประกอบการน่าจะเร่งพัฒนาโครงการเพื่อให้ทันกับมาตรการทางภาษีในช่วงต้นปีหน้า
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Information Center


