ข่าวอสังหาริมทรัพย์
ต้นทุนก่อสร้างคอนโดฯเพิ่มแล้ว 30% 10 กรกฎาคม 2551
นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลังว่า น่าเป็นห่วง เนื่องจากปัจจัยลบต่างๆ เช่น ปัญหาเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ราคาน้ำมันแพง การเมืองไม่มีเสถียรภาพ และราคาวัสดุก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดพบว่าราคาวัสดุก่อสร้างส่งผลกระทบโดยรวมต่อต้นทุนที่อยู่อาศัยแนวราบแล้ว 15% ต้นทุนก่อสร้างคอนโดฯ 8 ชั้นเพิ่มขึ้น 20% และคอนโดฯสูงต้นทุนเพิ่มขึ้น 30% และจากผลดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนแน่นอน ซึ่งไตรมาสลดลงแล้ว 3% และคาดว่าครึ่งปีแรกที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนลดลง 5% และทั้งปีคาดว่าที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนเฉลี่ยจะลดลง 5%
"แม้ว่าสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์โดยรวมไม่ดีนัก แต่ผลประกอบการของผู้ประกอบการรายใหญ่จะโตเกิน 50% เนื่องจากแต่ละรายมีแบ๊คล็อค หรือยอดขายที่รอการรับรู้รายได้จากปีก่อนที่มารับรู้รายได้ในปีนี้ค่อนข้างมาก ส่งผลให้หลายรายมีการปรับเพิ่มเป้ายอดขายของปี 2551 โดยรายใหญ่จะกินส่วนแบ่งการตลาดถึง 60% จากเดิม 50% ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กแข่งขันไม่ได้ มีการล้มหายตายจากไปมากขึ้น โดยช่วงที่ผ่านมามีผู้ประกอบการในตลาดประมาณ 1,000 ราย ปัจจุบันเหลือเพียง 500 รายเท่านั้น และคาดว่าในที่สุดจะเหลือเพียง 300 ราย ซึ่งรายที่อยู่รอดได้จะต้องหาผู้ร่วมทุนใหม่หรือมีการควบรวมกิจการเพื่อให้มีแหล่งทุนที่แข็งแกร่ง"
แหล่งข่าวจากวงการอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ในไตรมาส 2 ปีนี้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์จะมีผลกำไรเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยทางบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) จะมีผลกำไรเกิน 1,000 ล้านบาท รองลงมาคือ พฤกษาเรียลเอสเตท กำไรเกิน 500 ล้านบาท บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอลพีเอ็น ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จะมีผลกำไรประมาณ 400 ล้านบาท บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีผลกำไรเกิน 300 ล้านบาท บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ผลกำไรกว่า 250 ล้านบาท และแสนสิริที่ขาดทุนในไตรมาสแรก 280 ล้านบาท จะกลับมามีผลกำไรกว่า 100 ล้านบาท
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในขณะนี้พบว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ได้มีการกว้านซื้อที่ดินมาเก็บไว้เพื่อรอสถานการณ์ ซึ่งสวนทางกับผู้ประกอบการรายกลางที่จะนำแลนด์แบงก์หรือที่ดินที่สะสมไว้ออกมาเร่ขาย เพื่อตุนสภาพคล่องเงินสดให้มากที่สุด โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ที่กว้านซื้อที่ดินในขณะนี้คือ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ที ซี ซี แลนด์ จำกัด บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ หรือ เอพี และบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ส่วนผู้ประกอบการรายกลางที่เริ่มนำที่ดินออกขายคือ บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท อารียา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เมโทร สตาร์
พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ยังมีบริษัทขนาดกลางที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์อีกหลายราย เช่น นายตัน ภาสกรนที เจ้าของโออิชิ ก็มีแผนที่จะขายที่ดินบริเวณทองหล่อ
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน
นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลังว่า น่าเป็นห่วง เนื่องจากปัจจัยลบต่างๆ เช่น ปัญหาเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ราคาน้ำมันแพง การเมืองไม่มีเสถียรภาพ และราคาวัสดุก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดพบว่าราคาวัสดุก่อสร้างส่งผลกระทบโดยรวมต่อต้นทุนที่อยู่อาศัยแนวราบแล้ว 15% ต้นทุนก่อสร้างคอนโดฯ 8 ชั้นเพิ่มขึ้น 20% และคอนโดฯสูงต้นทุนเพิ่มขึ้น 30% และจากผลดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนแน่นอน ซึ่งไตรมาสลดลงแล้ว 3% และคาดว่าครึ่งปีแรกที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนลดลง 5% และทั้งปีคาดว่าที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนเฉลี่ยจะลดลง 5%
"แม้ว่าสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์โดยรวมไม่ดีนัก แต่ผลประกอบการของผู้ประกอบการรายใหญ่จะโตเกิน 50% เนื่องจากแต่ละรายมีแบ๊คล็อค หรือยอดขายที่รอการรับรู้รายได้จากปีก่อนที่มารับรู้รายได้ในปีนี้ค่อนข้างมาก ส่งผลให้หลายรายมีการปรับเพิ่มเป้ายอดขายของปี 2551 โดยรายใหญ่จะกินส่วนแบ่งการตลาดถึง 60% จากเดิม 50% ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กแข่งขันไม่ได้ มีการล้มหายตายจากไปมากขึ้น โดยช่วงที่ผ่านมามีผู้ประกอบการในตลาดประมาณ 1,000 ราย ปัจจุบันเหลือเพียง 500 รายเท่านั้น และคาดว่าในที่สุดจะเหลือเพียง 300 ราย ซึ่งรายที่อยู่รอดได้จะต้องหาผู้ร่วมทุนใหม่หรือมีการควบรวมกิจการเพื่อให้มีแหล่งทุนที่แข็งแกร่ง"
แหล่งข่าวจากวงการอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ในไตรมาส 2 ปีนี้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์จะมีผลกำไรเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยทางบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) จะมีผลกำไรเกิน 1,000 ล้านบาท รองลงมาคือ พฤกษาเรียลเอสเตท กำไรเกิน 500 ล้านบาท บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอลพีเอ็น ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จะมีผลกำไรประมาณ 400 ล้านบาท บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีผลกำไรเกิน 300 ล้านบาท บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ผลกำไรกว่า 250 ล้านบาท และแสนสิริที่ขาดทุนในไตรมาสแรก 280 ล้านบาท จะกลับมามีผลกำไรกว่า 100 ล้านบาท
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในขณะนี้พบว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ได้มีการกว้านซื้อที่ดินมาเก็บไว้เพื่อรอสถานการณ์ ซึ่งสวนทางกับผู้ประกอบการรายกลางที่จะนำแลนด์แบงก์หรือที่ดินที่สะสมไว้ออกมาเร่ขาย เพื่อตุนสภาพคล่องเงินสดให้มากที่สุด โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ที่กว้านซื้อที่ดินในขณะนี้คือ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ที ซี ซี แลนด์ จำกัด บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ หรือ เอพี และบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ส่วนผู้ประกอบการรายกลางที่เริ่มนำที่ดินออกขายคือ บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท อารียา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เมโทร สตาร์
พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ยังมีบริษัทขนาดกลางที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์อีกหลายราย เช่น นายตัน ภาสกรนที เจ้าของโออิชิ ก็มีแผนที่จะขายที่ดินบริเวณทองหล่อ
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Information Center


