ข่าวอสังหาริมทรัพย์
กสิกรฯโชว์สินเชื่อSME6เดือนโต9% 9 กรกฎาคม 2551
แบงก์กสิกรไทยคุยสินเชื่อเอสเอ็มอียังสดใส 6 เดือนโต 9% คาดทั้งปียังเติบโตได้ตามเป้าหมาย ส่วนเอ็นพีแอลคุมไม่เกิน 3% โดยมีทีมงานดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด
นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ไปแล้ว 27,000 ล้านบาท หรือเติบโต 9% ทำให้พอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีปัจจุบันอยู่ที่ 327,000 ล้านบาท จากต้นปีอยู่ที่ 300,000 ล้านบาท และเชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 60,000 ล้านบาท หรือเติบโต 20% ทำให้พอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีสิ้นปีจะอยู่ที่ 360,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากธุรกิจที่มีการส่งออกสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ การค้าพืชผลเกษตร ซึ่งมีการใช้วงเงินสินเชื่อหมุนเวียนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาได้มีลูกค้าของธนาคารแห่งอื่นเข้ามาใช้สินเชื่อเอสเอ็มอีประมาณ 30% ของสินเชื่อปล่อยใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะเป็นลูกค้าสินเชื่อดี
"ตอนนี้เรายังไม่มีการปรับเป้าหมาย เพราะสินเชื่อเอสเอ็มอียังไปได้ดีกว่าปีก่อน โดยธุรกิจที่ยังไปได้ดี เช่น สินค้าส่งออก ชิ้นส่วนรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เกษตร เกษตรพลังงานทดแทน ข้าวโพด มันสำปะหลัง โรงแรม เป็นต้น นอกจากนี้เทรนด์การเติบโตก็ดีขึ้น โดยเฉพาะเดือน มิ.ย.เดือนเดียวสินเชื่อโตถึง 3% ส่วนปัจจัยการเมืองนั้นหากจะส่งผลกระทบก็จะส่งไปยังภาคการท่องเที่ยวก่อน แต่ตอนนี้ภาคการท่องเที่ยวก็ยังไม่เห็นว่ามีปัญหา ส่วนเงินเฟ้อนั้นก็จะกระทบกับกลุ่มรายย่อยก่อนถึงจะมากลุ่มเอสเอ็มอีและรายใหญ่ แต่เอสเอ็มอีก็มีความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจสูง"
นายปกรณ์กล่าวว่า สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในส่วนของเอสเอ็มอีนั้นปัจจุบันอยู่ที่กว่า 1% จากปีก่อนอยู่ที่กว่า 2% ส่วนเป้าหมายทั้งปีคาดว่าจะควบคุมให้อยู่ที่ไม่เกิน 3% โดยเอ็นพีแอลที่ลดลงนั้นเนื่องจากพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีมักขยายตัวมากขึ้น และธนาคารมีการติดตามสินเชื่อเดิมอย่างใกล้ชิด โดยได้มีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลลูกค้าโดยเฉพาะ เมื่อลูกค้ามีการผิดนัดชำระ 1 วัน ก็จะมีการโทรศัพท์ไปติดตามถึงสาเหตุ รวมถึงการส่งข้อความเตือน โดยลูกค้าที่ชำระล่าช้าส่วนใหญ่มาจากการทำการค้าที่ได้รับเงินล่าช้า แต่โดยรวมธุรกิจยังไปได้ ดังนั้นธนาคารจึงแก้ปัญหาด้วยการยืดหนี้ให้ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ธนาคารยังได้มีการจัดทำโปรแกรมการดูแลลูกค้าที่ชำระล่าช้าไว้อย่างชัดเจน ว่าเป็นการล่าช้า 15 วัน 30 วัน หรือ 60 วัน จะต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งจะทำให้ธนาคารสามารถแก้ไขปัญหาได้ก่อนที่ลูกค้าจะกลายเป็นเอ็นพีแอล นอกจากนี้ธนาคารยังได้มีการประเมินลูกค้าไมโครเอสเอ็มอี ซึ่งมียอดขายต่ำกว่า 10 ล้านบาท ว่าหากมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไว้สูงถึง 1-2% นั้นจะกระทบต่อผู้ประกอบการหรือไม่ ซึ่งจากการพิจารณาแล้วนั้นพบว่าหากมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระดับดังกล่าวลูกค้ายังคงมีกระแสเงินสดเหลือและรับได้
ที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
แบงก์กสิกรไทยคุยสินเชื่อเอสเอ็มอียังสดใส 6 เดือนโต 9% คาดทั้งปียังเติบโตได้ตามเป้าหมาย ส่วนเอ็นพีแอลคุมไม่เกิน 3% โดยมีทีมงานดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด
นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ไปแล้ว 27,000 ล้านบาท หรือเติบโต 9% ทำให้พอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีปัจจุบันอยู่ที่ 327,000 ล้านบาท จากต้นปีอยู่ที่ 300,000 ล้านบาท และเชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 60,000 ล้านบาท หรือเติบโต 20% ทำให้พอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีสิ้นปีจะอยู่ที่ 360,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากธุรกิจที่มีการส่งออกสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ การค้าพืชผลเกษตร ซึ่งมีการใช้วงเงินสินเชื่อหมุนเวียนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาได้มีลูกค้าของธนาคารแห่งอื่นเข้ามาใช้สินเชื่อเอสเอ็มอีประมาณ 30% ของสินเชื่อปล่อยใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะเป็นลูกค้าสินเชื่อดี
"ตอนนี้เรายังไม่มีการปรับเป้าหมาย เพราะสินเชื่อเอสเอ็มอียังไปได้ดีกว่าปีก่อน โดยธุรกิจที่ยังไปได้ดี เช่น สินค้าส่งออก ชิ้นส่วนรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เกษตร เกษตรพลังงานทดแทน ข้าวโพด มันสำปะหลัง โรงแรม เป็นต้น นอกจากนี้เทรนด์การเติบโตก็ดีขึ้น โดยเฉพาะเดือน มิ.ย.เดือนเดียวสินเชื่อโตถึง 3% ส่วนปัจจัยการเมืองนั้นหากจะส่งผลกระทบก็จะส่งไปยังภาคการท่องเที่ยวก่อน แต่ตอนนี้ภาคการท่องเที่ยวก็ยังไม่เห็นว่ามีปัญหา ส่วนเงินเฟ้อนั้นก็จะกระทบกับกลุ่มรายย่อยก่อนถึงจะมากลุ่มเอสเอ็มอีและรายใหญ่ แต่เอสเอ็มอีก็มีความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจสูง"
นายปกรณ์กล่าวว่า สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในส่วนของเอสเอ็มอีนั้นปัจจุบันอยู่ที่กว่า 1% จากปีก่อนอยู่ที่กว่า 2% ส่วนเป้าหมายทั้งปีคาดว่าจะควบคุมให้อยู่ที่ไม่เกิน 3% โดยเอ็นพีแอลที่ลดลงนั้นเนื่องจากพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีมักขยายตัวมากขึ้น และธนาคารมีการติดตามสินเชื่อเดิมอย่างใกล้ชิด โดยได้มีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลลูกค้าโดยเฉพาะ เมื่อลูกค้ามีการผิดนัดชำระ 1 วัน ก็จะมีการโทรศัพท์ไปติดตามถึงสาเหตุ รวมถึงการส่งข้อความเตือน โดยลูกค้าที่ชำระล่าช้าส่วนใหญ่มาจากการทำการค้าที่ได้รับเงินล่าช้า แต่โดยรวมธุรกิจยังไปได้ ดังนั้นธนาคารจึงแก้ปัญหาด้วยการยืดหนี้ให้ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ธนาคารยังได้มีการจัดทำโปรแกรมการดูแลลูกค้าที่ชำระล่าช้าไว้อย่างชัดเจน ว่าเป็นการล่าช้า 15 วัน 30 วัน หรือ 60 วัน จะต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งจะทำให้ธนาคารสามารถแก้ไขปัญหาได้ก่อนที่ลูกค้าจะกลายเป็นเอ็นพีแอล นอกจากนี้ธนาคารยังได้มีการประเมินลูกค้าไมโครเอสเอ็มอี ซึ่งมียอดขายต่ำกว่า 10 ล้านบาท ว่าหากมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไว้สูงถึง 1-2% นั้นจะกระทบต่อผู้ประกอบการหรือไม่ ซึ่งจากการพิจารณาแล้วนั้นพบว่าหากมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระดับดังกล่าวลูกค้ายังคงมีกระแสเงินสดเหลือและรับได้
ที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Information Center


