ข่าวอสังหาริมทรัพย์
รมว.คลังชี้ศก.ปีนี้ยังโต5-6% 20 มิถุนายน 2551
รมว. คลัง รายงานที่ประชุมร่วมกลุ่ม G8 ศก.ปีนี้ยังโตได้ 5-6% ขณะที่แจงปัญหาสซับไพร์มไม่สะเทือนภาคการเงินไทย ขณะที่ผลการประชุม รมว.คลังการกระทรวงการคลังอาเซม ครั้งที่ 8 เมื่อ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคเอเชียและยุโรปในระยะยาวยังคงมีแนวโน้มดี แต่ในระยะสั้นยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยลบ 3 ด้าน คือเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาชะลอตัวลง ตลาดการเงินโลกยังคงเผชิญกับภาวะสินเชื่อที่ค่อนข้างตึงตัว และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอาหาร-พลังงาน
นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกลุ่ม G8 ระหว่างวันที่ 13 – 14 มิถุนายน 2551 ณ นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซม ครั้งที่ 8 (The 8th Asia-Europe Finance Minister’s Meeting: 8th ASEM FNMM) ระหว่างวันที่ 15 – 17 มิถุนายน 2551 ณ เมืองเจจู (Jeju) สาธารณรัฐเกาหลี ดังนี้
1. การประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกลุ่ม G8 ประเทศไทยได้รับเชิญจากประเทศญี่ปุ่นในฐานะประเทศเจ้าภาพให้เข้าประชุมร่วมกับกลุ่ม G8 ระหว่างการรับประทานอาหารมื้อค่ำในวันที่ 13 มิถุนายน 2551 และระหว่างการรับประทานอาหารเช้าของวันที่ 14 มิถุนายน 2551 โดยการประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยได้ร่วมแสดงความคิดเห็นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยและผลกระทบจากปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์ (ซับไพร์ม) ปัญหาราคาอาหารและน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และบทบาทของกระทรวงการคลังในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
ในประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและผลกระทบจากปัญหาซับไพร์ม ประเทศไทยได้แจ้งกลุ่ม G8 ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ของไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2551 ขยายตัวอยู่ในระดับร้อยละ 6 และคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงอัตราร้อยละ 5 – 6 โดยมีการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนเป็นปัจจัยหลักที่ส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย สำหรับผลกระทบของซับไพร์มต่อเศรษฐกิจไทย ยังไม่พบว่ามีผลกระทบต่อภาคการเงินของไทย
ในประเด็นปัญหาราคาอาหารและน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในเวลานี้ สำหรับกรณีของราคาอาหาร ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกจะได้รับผลกระทบเชิงบวกในแง่ของการช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้แก่เกษตรกรในการขยายพื้นที่เพาะปลูกและปรับปรุงความสามารถในการผลิตให้ดีขึ้น ส่วนกรณีของราคาน้ำมัน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนในการผลิตที่สำคัญ และจะส่งผลต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ดังนั้น การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตลอดจนการส่งเสริมนโยบายพลังงานทางเลือก เพื่อขยายการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio-fuel) โดยไม่ไปลดพื้นที่สำหรับผลิตอาหาร จะเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญในการช่วยบรรเทาปัญหาได้ ทั้งนี้ ในการดำเนินนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก จำเป็นต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการผลิตของประเทศโดยรวม พร้อมทั้งเร่งรัดการลงทุนในระบบขนส่งมวลชนด้วย
สำหรับประเด็นบทบาทของกระทรวงการคลังในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามพันธกรณีตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าเป็นภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) และการให้สัตยาบันพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงการคลัง จะมีการใช้มาตรการด้านการคลัง อาทิ การลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น น้ำมัน E20 และ E85 ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาด้านพลังงานแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อีกทางหนึ่งด้วย
กลุ่ม G8 ประกอบไปด้วยประเทศอุตสาหกรรมใหญ่ของโลก 8 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประชุมหารือกันในประเด็นต่างๆ ที่มีความสำคัญ โดยในกรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกลุ่ม G8 จะเน้นการหารือกันเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจมหภาค และประเด็นด้านการเงินการคลัง ซึ่งการประชุมในปีนี้จะเน้นไปที่ข้อกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาซับไพร์ม การปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และบทบาทของกระทรวงการคลังในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2. การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซม ครั้งที่ 8 การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซม ครั้งที่ 8 จัดขึ้นในวันที่ 16 มิถุนายน 2551 ณ เมืองเจจู สาธารณรัฐเกาหลี โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2551 ได้มีการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังอาเซมด้วย
สำหรับการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซมในครั้งนี้ นาย Lee Myung-Bak ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี ได้ให้เกียรติมาเป็นผู้กล่าวต้อนรับและเปิดประชุม โดยมีนาย Kang Man Soo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุทธศาสตร์และการคลัง สาธารณรัฐเกาหลี ทำหน้าที่ประธานการประชุม ซึ่งการประชุมปีนี้มีหัวข้อการประชุมหลัก 4 หัวข้อ ได้แก่
2.1 แนวโน้มเศรษฐกิจและการเงินของโลกและของภูมิภาค และการตอบสนองเชิงนโยบาย (Global and Regional Economic and Finance Situation and Policy Responses) ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคเอเชียและยุโรปในระยะยาวยังคงมีแนวโน้มดี แต่ในระยะสั้นยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยลบ 3 ประการ ได้แก่ การที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาชะลอตัวลง การที่ตลาดการเงินโลกยังคงเผชิญกับภาวะสินเชื่อที่ค่อนข้างตึงตัว และการมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอาหารและพลังงาน
อย่างไรก็ดี ที่ประชุมรู้สึกพอใจที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียและยุโรปได้มีการใช้มาตรการต่างๆ อย่างทันท่วงทีเพื่อจัดการกับความวุ่นวายทางการเงินในเวลานี้ และมีความเห็นว่าการใช้นโยบายด้านการเงินและการคลังอย่างเหมาะสมและสมดุล จะสามารถรักษาระดับความยั่งยืนทางเศรษฐกิจได้
สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งรวมถึงราคาน้ำมันและราคาอาหาร ที่ประชุมตกลงที่จะสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างประเทศร่วมกันโดยมุ่งเป้าไปที่การลดผลกระทบที่เกิดกับคนยากจน รวมไปถึงการเพิ่มการลงทุนในภาคเกษตรและภาคพลังงานให้มากขึ้นและรักษาระดับของการเปิดตลาดให้มากขึ้น
2.2 บทเรียนจากการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในยุโรปและการประยุกต์ใช้ในเอเชีย (Lessons Learned From Economic Integration in Europe and Consequent Implications for Asia)ที่ประชุมได้รับทราบว่ายุโรปได้มีวิวัฒนาการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ปฏิบัติได้จริงและมีความต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการเป็นสหภาพศุลกากรมาสู่การเป็นตลาดเดียวและพัฒนาจนเป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเงินในที่สุด โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของการรวมกลุ่มซึ่งรวมทั้งการใช้เงินสกุลยูโรใน 15 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
สำหรับเอเชีย ความร่วมมือทางการเงินภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative: CMI) ถือเป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงในการส่งสัญญาณเพื่อช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจและการเงินมีความเชื่อมั่นทางการเงินสูงขึ้น และยังเป็นแนวทางในการสร้างระบบการระวังภัย (Surveillance) ทางเศรษฐกิจ อีกด้วย ทั้งนี้ การพัฒนามาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (CMI Multilaterralisation) นับว่าเป็นแนวโน้มใหม่ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสร้างกรอบการระวังภัยทางเศรษฐกิจมหภาคภายในภูมิภาคให้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นกลไกในการยับยั้งความปั่นป่วนวุ่นวายในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบว่า การสร้างความเข้มแข็งของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในเอเชียโดยอาศัยประสบการณ์จากยุโรป เพื่อพัฒนาไปสู่การรวมกลุ่มทางการเงินในเอเชีย จะเป็นความพยายามที่สามารถสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยลดภาวะความไม่แน่นอนและช่วยเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชียได้อีกด้วย สำหรับปัจจัยที่เป็นอุปสรรค คือ ความแตกต่างในระดับการพัฒนาประเทศ และการสร้างความยอมรับในระบบการระวังภัยซึ่งต้องใช้เวลา
2.3 การจัดหาทุนเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Finance) และการเงินฐานราก (Microfinance)ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบกับข้อเสนอของสาธารณรัฐเกาหลี เกี่ยวกับมาตรการริเริ่มเจจู (Jeju Initiative) เพื่อสร้างความเป็นพันธมิตรร่วมกันระหว่างภาครัฐ-เอกชน (Public-Private-Partnership: PPP) ในการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียและยุโรป โดยเน้นไปที่การสร้างความร่วมมือระหว่างกันเพื่อการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้าน PPP ในหมู่ประเทศสมาชิก การอบรมให้ความรู้ การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองภูมิภาค ทั้งนี้ สาธารณรัฐเกาหลีได้แสดงจุดยืนในการสนับสนุนมาตรการริเริ่มเจจูด้วยการประสานงานเพื่อจัดตั้งคณะทำงาน (Task Force) และอาสาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสัมมนาในเรื่องดังกล่าว
สำหรับประเด็นการเงินฐานราก ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเห็นพ้องว่าภาครัฐควรจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมด้านการเงินฐานราก โดยเฉพาะการสร้างกรอบกฎหมายและกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการเงินฐานราก
2.4 แนวทางการจัดการกลไกตลาดเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Market-oriented Approach to Cope With Climate Change)
ที่ประชุมตกลงที่จะทำการศึกษาต่อไปเพื่อหาแนวทางการจัดการกลไกตลาดเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะแนวทางในการดำเนินการเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการหาเครื่องมือและมาตรการในการพัฒนาตลาดการค้าคาร์บอน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นด้วยว่าภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการหาแนวทางเพื่อให้ภาคเอกชนสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้มีการอภิปรายถึงความพยายามที่จะร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศต่างๆ เพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (Climate Investment Funds: CIFs) เพื่อเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างการดำเนินการระหว่างประเทศทั้งในระดับทวิภาคและพหุภาคีเพื่อจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซมได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย เมื่อปี 2540 ปัจจุบันมีสมาชิกอาเซมรวมทั้งสิ้น 45 สมาชิก แบ่งเป็นสมาชิกที่เป็นประเทศชาติเอเชีย 16 ประเทศ สมาชิกที่เป็นประเทศในสหภาพยุโรป 27 ประเทศ และสมาชิกที่เป็นองค์การระหว่างประเทศอีก 2 แห่งได้แก่ คณะกรรมมาธิการยุโรป (European Commission) และสำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเงินการคลังในหมู่สมาชิกจากสองภูมิภาค คือ เอเชีย และยุโรป ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ประเทศสเปนได้รับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซม ครั้งที่ 9 ในปี 2553 โดยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังอาเซมในปี 2552 และ 2553 อีกด้วย
รมว. คลัง รายงานที่ประชุมร่วมกลุ่ม G8 ศก.ปีนี้ยังโตได้ 5-6% ขณะที่แจงปัญหาสซับไพร์มไม่สะเทือนภาคการเงินไทย ขณะที่ผลการประชุม รมว.คลังการกระทรวงการคลังอาเซม ครั้งที่ 8 เมื่อ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคเอเชียและยุโรปในระยะยาวยังคงมีแนวโน้มดี แต่ในระยะสั้นยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยลบ 3 ด้าน คือเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาชะลอตัวลง ตลาดการเงินโลกยังคงเผชิญกับภาวะสินเชื่อที่ค่อนข้างตึงตัว และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอาหาร-พลังงาน
นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกลุ่ม G8 ระหว่างวันที่ 13 – 14 มิถุนายน 2551 ณ นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซม ครั้งที่ 8 (The 8th Asia-Europe Finance Minister’s Meeting: 8th ASEM FNMM) ระหว่างวันที่ 15 – 17 มิถุนายน 2551 ณ เมืองเจจู (Jeju) สาธารณรัฐเกาหลี ดังนี้
1. การประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกลุ่ม G8 ประเทศไทยได้รับเชิญจากประเทศญี่ปุ่นในฐานะประเทศเจ้าภาพให้เข้าประชุมร่วมกับกลุ่ม G8 ระหว่างการรับประทานอาหารมื้อค่ำในวันที่ 13 มิถุนายน 2551 และระหว่างการรับประทานอาหารเช้าของวันที่ 14 มิถุนายน 2551 โดยการประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยได้ร่วมแสดงความคิดเห็นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยและผลกระทบจากปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์ (ซับไพร์ม) ปัญหาราคาอาหารและน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และบทบาทของกระทรวงการคลังในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
ในประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและผลกระทบจากปัญหาซับไพร์ม ประเทศไทยได้แจ้งกลุ่ม G8 ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ของไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2551 ขยายตัวอยู่ในระดับร้อยละ 6 และคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงอัตราร้อยละ 5 – 6 โดยมีการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนเป็นปัจจัยหลักที่ส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย สำหรับผลกระทบของซับไพร์มต่อเศรษฐกิจไทย ยังไม่พบว่ามีผลกระทบต่อภาคการเงินของไทย
ในประเด็นปัญหาราคาอาหารและน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในเวลานี้ สำหรับกรณีของราคาอาหาร ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกจะได้รับผลกระทบเชิงบวกในแง่ของการช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้แก่เกษตรกรในการขยายพื้นที่เพาะปลูกและปรับปรุงความสามารถในการผลิตให้ดีขึ้น ส่วนกรณีของราคาน้ำมัน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนในการผลิตที่สำคัญ และจะส่งผลต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ดังนั้น การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตลอดจนการส่งเสริมนโยบายพลังงานทางเลือก เพื่อขยายการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio-fuel) โดยไม่ไปลดพื้นที่สำหรับผลิตอาหาร จะเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญในการช่วยบรรเทาปัญหาได้ ทั้งนี้ ในการดำเนินนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก จำเป็นต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการผลิตของประเทศโดยรวม พร้อมทั้งเร่งรัดการลงทุนในระบบขนส่งมวลชนด้วย
สำหรับประเด็นบทบาทของกระทรวงการคลังในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามพันธกรณีตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าเป็นภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) และการให้สัตยาบันพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงการคลัง จะมีการใช้มาตรการด้านการคลัง อาทิ การลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น น้ำมัน E20 และ E85 ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาด้านพลังงานแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อีกทางหนึ่งด้วย
กลุ่ม G8 ประกอบไปด้วยประเทศอุตสาหกรรมใหญ่ของโลก 8 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประชุมหารือกันในประเด็นต่างๆ ที่มีความสำคัญ โดยในกรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกลุ่ม G8 จะเน้นการหารือกันเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจมหภาค และประเด็นด้านการเงินการคลัง ซึ่งการประชุมในปีนี้จะเน้นไปที่ข้อกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาซับไพร์ม การปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และบทบาทของกระทรวงการคลังในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2. การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซม ครั้งที่ 8 การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซม ครั้งที่ 8 จัดขึ้นในวันที่ 16 มิถุนายน 2551 ณ เมืองเจจู สาธารณรัฐเกาหลี โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2551 ได้มีการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังอาเซมด้วย
สำหรับการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซมในครั้งนี้ นาย Lee Myung-Bak ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี ได้ให้เกียรติมาเป็นผู้กล่าวต้อนรับและเปิดประชุม โดยมีนาย Kang Man Soo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุทธศาสตร์และการคลัง สาธารณรัฐเกาหลี ทำหน้าที่ประธานการประชุม ซึ่งการประชุมปีนี้มีหัวข้อการประชุมหลัก 4 หัวข้อ ได้แก่
2.1 แนวโน้มเศรษฐกิจและการเงินของโลกและของภูมิภาค และการตอบสนองเชิงนโยบาย (Global and Regional Economic and Finance Situation and Policy Responses) ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคเอเชียและยุโรปในระยะยาวยังคงมีแนวโน้มดี แต่ในระยะสั้นยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยลบ 3 ประการ ได้แก่ การที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาชะลอตัวลง การที่ตลาดการเงินโลกยังคงเผชิญกับภาวะสินเชื่อที่ค่อนข้างตึงตัว และการมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอาหารและพลังงาน
อย่างไรก็ดี ที่ประชุมรู้สึกพอใจที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียและยุโรปได้มีการใช้มาตรการต่างๆ อย่างทันท่วงทีเพื่อจัดการกับความวุ่นวายทางการเงินในเวลานี้ และมีความเห็นว่าการใช้นโยบายด้านการเงินและการคลังอย่างเหมาะสมและสมดุล จะสามารถรักษาระดับความยั่งยืนทางเศรษฐกิจได้
สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งรวมถึงราคาน้ำมันและราคาอาหาร ที่ประชุมตกลงที่จะสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างประเทศร่วมกันโดยมุ่งเป้าไปที่การลดผลกระทบที่เกิดกับคนยากจน รวมไปถึงการเพิ่มการลงทุนในภาคเกษตรและภาคพลังงานให้มากขึ้นและรักษาระดับของการเปิดตลาดให้มากขึ้น
2.2 บทเรียนจากการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในยุโรปและการประยุกต์ใช้ในเอเชีย (Lessons Learned From Economic Integration in Europe and Consequent Implications for Asia)ที่ประชุมได้รับทราบว่ายุโรปได้มีวิวัฒนาการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ปฏิบัติได้จริงและมีความต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการเป็นสหภาพศุลกากรมาสู่การเป็นตลาดเดียวและพัฒนาจนเป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเงินในที่สุด โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของการรวมกลุ่มซึ่งรวมทั้งการใช้เงินสกุลยูโรใน 15 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
สำหรับเอเชีย ความร่วมมือทางการเงินภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative: CMI) ถือเป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงในการส่งสัญญาณเพื่อช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจและการเงินมีความเชื่อมั่นทางการเงินสูงขึ้น และยังเป็นแนวทางในการสร้างระบบการระวังภัย (Surveillance) ทางเศรษฐกิจ อีกด้วย ทั้งนี้ การพัฒนามาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (CMI Multilaterralisation) นับว่าเป็นแนวโน้มใหม่ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสร้างกรอบการระวังภัยทางเศรษฐกิจมหภาคภายในภูมิภาคให้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นกลไกในการยับยั้งความปั่นป่วนวุ่นวายในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบว่า การสร้างความเข้มแข็งของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในเอเชียโดยอาศัยประสบการณ์จากยุโรป เพื่อพัฒนาไปสู่การรวมกลุ่มทางการเงินในเอเชีย จะเป็นความพยายามที่สามารถสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยลดภาวะความไม่แน่นอนและช่วยเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชียได้อีกด้วย สำหรับปัจจัยที่เป็นอุปสรรค คือ ความแตกต่างในระดับการพัฒนาประเทศ และการสร้างความยอมรับในระบบการระวังภัยซึ่งต้องใช้เวลา
2.3 การจัดหาทุนเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Finance) และการเงินฐานราก (Microfinance)ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบกับข้อเสนอของสาธารณรัฐเกาหลี เกี่ยวกับมาตรการริเริ่มเจจู (Jeju Initiative) เพื่อสร้างความเป็นพันธมิตรร่วมกันระหว่างภาครัฐ-เอกชน (Public-Private-Partnership: PPP) ในการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียและยุโรป โดยเน้นไปที่การสร้างความร่วมมือระหว่างกันเพื่อการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้าน PPP ในหมู่ประเทศสมาชิก การอบรมให้ความรู้ การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองภูมิภาค ทั้งนี้ สาธารณรัฐเกาหลีได้แสดงจุดยืนในการสนับสนุนมาตรการริเริ่มเจจูด้วยการประสานงานเพื่อจัดตั้งคณะทำงาน (Task Force) และอาสาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสัมมนาในเรื่องดังกล่าว
สำหรับประเด็นการเงินฐานราก ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเห็นพ้องว่าภาครัฐควรจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมด้านการเงินฐานราก โดยเฉพาะการสร้างกรอบกฎหมายและกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการเงินฐานราก
2.4 แนวทางการจัดการกลไกตลาดเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Market-oriented Approach to Cope With Climate Change)
ที่ประชุมตกลงที่จะทำการศึกษาต่อไปเพื่อหาแนวทางการจัดการกลไกตลาดเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะแนวทางในการดำเนินการเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการหาเครื่องมือและมาตรการในการพัฒนาตลาดการค้าคาร์บอน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นด้วยว่าภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการหาแนวทางเพื่อให้ภาคเอกชนสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้มีการอภิปรายถึงความพยายามที่จะร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศต่างๆ เพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (Climate Investment Funds: CIFs) เพื่อเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างการดำเนินการระหว่างประเทศทั้งในระดับทวิภาคและพหุภาคีเพื่อจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซมได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย เมื่อปี 2540 ปัจจุบันมีสมาชิกอาเซมรวมทั้งสิ้น 45 สมาชิก แบ่งเป็นสมาชิกที่เป็นประเทศชาติเอเชีย 16 ประเทศ สมาชิกที่เป็นประเทศในสหภาพยุโรป 27 ประเทศ และสมาชิกที่เป็นองค์การระหว่างประเทศอีก 2 แห่งได้แก่ คณะกรรมมาธิการยุโรป (European Commission) และสำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเงินการคลังในหมู่สมาชิกจากสองภูมิภาค คือ เอเชีย และยุโรป ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ประเทศสเปนได้รับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซม ครั้งที่ 9 ในปี 2553 โดยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังอาเซมในปี 2552 และ 2553 อีกด้วย
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Information Center


