ข่าวอสังหาริมทรัพย์
แอลพีเอ็นปรับตัวรับกำลังซื้อวูบ บ่นลูกค้าบ้านคิดหนักตัดสินใจช้า 14 มิถุนายน 2551
นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล พี เอ็น ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์การขายในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มียอดขายประมาณ 120 ยูนิตต่อสัปดาห์ ลดลงประมาณ 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขายได้ประมาณ 130 ยูนิตต่อสัปดาห์ โดยสาเหตุที่ขายลดลง ส่วนหนึ่งเพราะมีการเปิดตัวน้อย ขณะที่มีลูกค้าเยี่ยมโครงการประมาณ 5,000 รายต่อเดือน แต่การตัดสินใจซื้อของลูกค้าช้าลง จากปกติเยี่ยมชม 2 ครั้งก็ตัดสินใจซื้อแต่ปัจจุบันใช้เวลามากกว่านั้น
นายโอภาสกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ครึ่งหลังปีนี้ มองภาพได้ลำบาก ต้องดูเป็นระยะๆ จะต้องมีการปรับกลยุทธ์และปรับตัวตลอดเวลา เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์แต่ละช่วง ซึ่งในอดีตบริษัทจะเน้นพัฒนาโครงการใหญ่ เพราะจะได้เปรียบเรื่องต้นทุน แต่ ณ ปัจจุบันบริษัทพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนสามารถหันมาพัฒนาโครงการขนาดเล็กก็ได้ เนื่องจากต้องการให้จบเร็ว เพราะต้นทุนมีการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้บริษัทจะยังพัฒนาโครงการตามเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 6-8 โครงการมูลค่า12,000ล้านบาท
นายโอภาสกล่าวว่า สินค้าที่บริษัทพัฒนานั้นเป็นสินค้าที่เจาะกลุ่มลูกค้ากลางล่าง หรือระดับล่างบน ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังได้เปรียบ เนื่องจากคู่แข่งน้อย ทำให้เราเป็นสินค้าทดแทน ซึ่งยังพอไปได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับตัวเลขการว่างงานด้วย หากลูกค้ายังมั่นใจว่ายังมีงานทำ ก็จะยังตัดสินใจซื้ออยู่ แต่หากการว่างงานเพิ่มขึ้นก็พร้อมที่ปรับแผน เนื่องจากโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่นั้นจะสามารถรับรู้รายได้ไปจนถึงปี 2553 หากสถานการณ์เลวร้าย โดยหันมาทำโครงการระยะสั้นและมีขนาดเล็กแทนเพื่อลดความเสี่ยง เพราะบริษัทปรับตัวได้ง่ายกว่ารายอื่น เนื่องจาก
บริษัทไม่ได้สะสมที่ดินที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน
นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล พี เอ็น ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์การขายในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มียอดขายประมาณ 120 ยูนิตต่อสัปดาห์ ลดลงประมาณ 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขายได้ประมาณ 130 ยูนิตต่อสัปดาห์ โดยสาเหตุที่ขายลดลง ส่วนหนึ่งเพราะมีการเปิดตัวน้อย ขณะที่มีลูกค้าเยี่ยมโครงการประมาณ 5,000 รายต่อเดือน แต่การตัดสินใจซื้อของลูกค้าช้าลง จากปกติเยี่ยมชม 2 ครั้งก็ตัดสินใจซื้อแต่ปัจจุบันใช้เวลามากกว่านั้น
นายโอภาสกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ครึ่งหลังปีนี้ มองภาพได้ลำบาก ต้องดูเป็นระยะๆ จะต้องมีการปรับกลยุทธ์และปรับตัวตลอดเวลา เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์แต่ละช่วง ซึ่งในอดีตบริษัทจะเน้นพัฒนาโครงการใหญ่ เพราะจะได้เปรียบเรื่องต้นทุน แต่ ณ ปัจจุบันบริษัทพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนสามารถหันมาพัฒนาโครงการขนาดเล็กก็ได้ เนื่องจากต้องการให้จบเร็ว เพราะต้นทุนมีการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้บริษัทจะยังพัฒนาโครงการตามเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 6-8 โครงการมูลค่า12,000ล้านบาท
นายโอภาสกล่าวว่า สินค้าที่บริษัทพัฒนานั้นเป็นสินค้าที่เจาะกลุ่มลูกค้ากลางล่าง หรือระดับล่างบน ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังได้เปรียบ เนื่องจากคู่แข่งน้อย ทำให้เราเป็นสินค้าทดแทน ซึ่งยังพอไปได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับตัวเลขการว่างงานด้วย หากลูกค้ายังมั่นใจว่ายังมีงานทำ ก็จะยังตัดสินใจซื้ออยู่ แต่หากการว่างงานเพิ่มขึ้นก็พร้อมที่ปรับแผน เนื่องจากโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่นั้นจะสามารถรับรู้รายได้ไปจนถึงปี 2553 หากสถานการณ์เลวร้าย โดยหันมาทำโครงการระยะสั้นและมีขนาดเล็กแทนเพื่อลดความเสี่ยง เพราะบริษัทปรับตัวได้ง่ายกว่ารายอื่น เนื่องจาก
บริษัทไม่ได้สะสมที่ดินที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Information Center


