ข่าวอสังหาริมทรัพย์
ธอส.เตรียมออกบอนด์ 2 พันล้าน 14 มิถุนายน 2551
ปล่อยกู้ให้ประชาชนรายได้ต่ำ คลังไฟเขียวธนาคารอาคารสงเคราะห์ออกพันธบัตร ธอส. 5 พันล้านบาท ปล่อยกู้คนจนซื้อบ้าน คิดอัตราดอกเบี้ย เรตเดียวกับดอกเบี้ยพันธบัตร เผยออกล็อตแรก 2 พันล้านบาท ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ด้านดอกเบี้ยพันธบัตรพุ่งไม่หยุด เผยพันธบัตรอายุ 7 ปี 5.46% และ 10 ปี 5.56% ขณะที่แนวโน้มหนี้สาธารณะเพิ่ม หลังรัฐเร่งโครงการเมกะโปรเจกต์ บวก กับเจอดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า สำนักบริหารหนี้สาธารณะ ได้อนุมัติวงเงินการออกพันธบัตรให้กับ ธอส. เป็นวงเงิน 5 พันล้านบาท เพื่อให้ไปปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนผู้ที่รายได้ต่ำในการกู้สินเชื่อบ้าน แต่ในเบื้องต้นจะมีการออกพันธบัตรดังกล่าวล็อตแรก 2 พันล้านบาท ภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ หลังจากนั้นก็จะสามารถปล่อยกู้ให้กับประชาชนได้ทันที ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่จะคิดกับประชาชนนั้นจะเป็นอัตราเดียวกับดอกเบี้ยพันธบัตรที่ขายออกไปโดยไม่คิดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่จะมากู้ในโครงการดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้อนุมัติวงเงิน ออกพันธบัตร 5 พันล้านบาทสำหรับปล่อยกู้โครงการบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อยวงเงินที่ให้คงจะทยอยออก โดยคิดตาม จำนวนลูกค้าที่ต้องการ ซึ่งขึ้นอยู่กับธอส.และสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่ต้องไปดูร่วมกัน เพราะโครงการดังกล่าวเสนอมาจากสองหน่วย งานนี้ แหล่งข่าวกล่าว อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยขณะนี้อยู่ในช่วงขาขึ้น จากเดิมที่คาดว่าจะปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ประมาณ 4.5% แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น จากภาวะเงินเฟ้อ โดยดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 7 ปีอยู่ที่ 5.46% และ พันธบัตร อายุ 10 ปี อยู่ที่ 5.56% แหล่งข่าวกล่าวว่า พันธบัตรที่ออก 5 พันล้านบาท แบ่งเป็นอายุ 7 ปี จำนวน 3 พันล้านบาทและ 10 ปีจำนวน 2 พันล้านบาท สาเหตุ ที่ต้องทยอยออกพันธบัตรกู้เงินให้กับ ธอส. เพราะช่วงนี้ตลาดเงินตึงตัวการกู้เงินจำนวน มากๆ อาจจะไม่มีผู้เข้ามาประมูล นอกจากนี้การ กู้เงินครั้งเดียว 1 หมื่นล้านบาท อาจจะมาเกินไปทำให้ธอส. ปล่อยได้ไม่หมด ทำให้เป็นต้นทุนของ ธอส.ทั้งนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี ธอส.จะปล่อยกู้ซื้อบ้านให้คนที่เงินเดือนไม่เกิน 1.5 หมื่น บาทต่อเดือน กู้ได้ไม่เกิน 6 แสนบาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยให้เลือกคงที่ 7 ปี กับ 10 ปีอัตราดอกเบี้ยจะเป็นอัตราเดียวกับที่ ธอส. กู้มาได้จากการออกพันธบัตร โดยไม่คิดค่าดำเนินการเพิ่ม แหล่งข่าวกล่าวว่าแนวโน้มของหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ขณะที่รายจ่าย มากกว่ารายได้ในปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาโครงการรถไฟฟ้ามีการเพิ่มงบประมาณการก่อสร้างค่อนข้างมาก โดยส่วนหนึ่งจะต้องไปเพิ่มงบประมาณรายจ่ายนอกจากนี้ดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น จะกลายเป็นภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อหนี้สาธารณะ เนื่อง จากมีเงินกู้ระยะสั้นอยู่ประมาณ 20% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด หากดอกเบี้ยขึ้น ก็จะต้องจ่ายดอกเพิ่มด้วย สำหรับยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 มีจำนวน 3,374,966 ล้านบาท หรือ 36.85 % ของจีดีพี เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อน หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 33,270 ล้านบาท โดยเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 2,140,503 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 951,526 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 95,596 ล้านบาท หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 166,372 ล้านบาท และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ 20,969 ล้านบาท โดยหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงและหนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 32,641 ล้านบาท และ 5,690 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินและหนี้กองทุน เพื่อการฟื้นฟูฯ ลดลง 4,005 ล้านบาท และ 1,056 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มา : หนังสือพิมพ์ สยามธุรกิจฉบับวันที่ 14 - 17 มิ.ย. 2551
ปล่อยกู้ให้ประชาชนรายได้ต่ำ คลังไฟเขียวธนาคารอาคารสงเคราะห์ออกพันธบัตร ธอส. 5 พันล้านบาท ปล่อยกู้คนจนซื้อบ้าน คิดอัตราดอกเบี้ย เรตเดียวกับดอกเบี้ยพันธบัตร เผยออกล็อตแรก 2 พันล้านบาท ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ด้านดอกเบี้ยพันธบัตรพุ่งไม่หยุด เผยพันธบัตรอายุ 7 ปี 5.46% และ 10 ปี 5.56% ขณะที่แนวโน้มหนี้สาธารณะเพิ่ม หลังรัฐเร่งโครงการเมกะโปรเจกต์ บวก กับเจอดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า สำนักบริหารหนี้สาธารณะ ได้อนุมัติวงเงินการออกพันธบัตรให้กับ ธอส. เป็นวงเงิน 5 พันล้านบาท เพื่อให้ไปปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนผู้ที่รายได้ต่ำในการกู้สินเชื่อบ้าน แต่ในเบื้องต้นจะมีการออกพันธบัตรดังกล่าวล็อตแรก 2 พันล้านบาท ภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ หลังจากนั้นก็จะสามารถปล่อยกู้ให้กับประชาชนได้ทันที ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่จะคิดกับประชาชนนั้นจะเป็นอัตราเดียวกับดอกเบี้ยพันธบัตรที่ขายออกไปโดยไม่คิดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่จะมากู้ในโครงการดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้อนุมัติวงเงิน ออกพันธบัตร 5 พันล้านบาทสำหรับปล่อยกู้โครงการบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อยวงเงินที่ให้คงจะทยอยออก โดยคิดตาม จำนวนลูกค้าที่ต้องการ ซึ่งขึ้นอยู่กับธอส.และสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่ต้องไปดูร่วมกัน เพราะโครงการดังกล่าวเสนอมาจากสองหน่วย งานนี้ แหล่งข่าวกล่าว อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยขณะนี้อยู่ในช่วงขาขึ้น จากเดิมที่คาดว่าจะปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ประมาณ 4.5% แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น จากภาวะเงินเฟ้อ โดยดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 7 ปีอยู่ที่ 5.46% และ พันธบัตร อายุ 10 ปี อยู่ที่ 5.56% แหล่งข่าวกล่าวว่า พันธบัตรที่ออก 5 พันล้านบาท แบ่งเป็นอายุ 7 ปี จำนวน 3 พันล้านบาทและ 10 ปีจำนวน 2 พันล้านบาท สาเหตุ ที่ต้องทยอยออกพันธบัตรกู้เงินให้กับ ธอส. เพราะช่วงนี้ตลาดเงินตึงตัวการกู้เงินจำนวน มากๆ อาจจะไม่มีผู้เข้ามาประมูล นอกจากนี้การ กู้เงินครั้งเดียว 1 หมื่นล้านบาท อาจจะมาเกินไปทำให้ธอส. ปล่อยได้ไม่หมด ทำให้เป็นต้นทุนของ ธอส.ทั้งนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี ธอส.จะปล่อยกู้ซื้อบ้านให้คนที่เงินเดือนไม่เกิน 1.5 หมื่น บาทต่อเดือน กู้ได้ไม่เกิน 6 แสนบาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยให้เลือกคงที่ 7 ปี กับ 10 ปีอัตราดอกเบี้ยจะเป็นอัตราเดียวกับที่ ธอส. กู้มาได้จากการออกพันธบัตร โดยไม่คิดค่าดำเนินการเพิ่ม แหล่งข่าวกล่าวว่าแนวโน้มของหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ขณะที่รายจ่าย มากกว่ารายได้ในปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาโครงการรถไฟฟ้ามีการเพิ่มงบประมาณการก่อสร้างค่อนข้างมาก โดยส่วนหนึ่งจะต้องไปเพิ่มงบประมาณรายจ่ายนอกจากนี้ดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น จะกลายเป็นภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อหนี้สาธารณะ เนื่อง จากมีเงินกู้ระยะสั้นอยู่ประมาณ 20% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด หากดอกเบี้ยขึ้น ก็จะต้องจ่ายดอกเพิ่มด้วย สำหรับยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 มีจำนวน 3,374,966 ล้านบาท หรือ 36.85 % ของจีดีพี เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อน หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 33,270 ล้านบาท โดยเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 2,140,503 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 951,526 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 95,596 ล้านบาท หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 166,372 ล้านบาท และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ 20,969 ล้านบาท โดยหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงและหนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 32,641 ล้านบาท และ 5,690 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินและหนี้กองทุน เพื่อการฟื้นฟูฯ ลดลง 4,005 ล้านบาท และ 1,056 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มา : หนังสือพิมพ์ สยามธุรกิจฉบับวันที่ 14 - 17 มิ.ย. 2551
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Information Center


