ข่าวอสังหาริมทรัพย์
สศค.ห่วงเงินเฟ้อพุ่งแนะธปท.ตรึงดอกเบี้ย 11 มิถุนายน 2551
สศค.แนะแบงก์ชาติชะลอขึ้นดอกเบี้ยนโยบายห่วงเงินเฟ้อพุ่งไม่หยุด แซงหน้าจีดีพี หวั่นซ้ำเติมเศรษฐกิจ ส่วนภาครัฐต้องเร่งเพิ่มรายได้ประชาชน คงเป้าหมาย จีดีพี ปีนี้ไว้ที่ 5-6% แม้น้ำมันเงินเฟ้อพุ่ง ขณะที่ปัญหาการเมืองยังประเมินยากต้องรอดูระยะยาว นายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น มีความน่าเป็นห่วง โดยหากอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อาจจะทำให้เศรษฐกิจเกิดความเสียหายได้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการต่อไปคือ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้จีดีพีขยายตัวได้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ “สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการต่อไป คือ ต้องดูแลการลงต้นทุนการผลิตของภาคเอกชน ให้ลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่รัฐบาลจะต้อง เร่งพัฒนาพลังงานทดแทนมาใช้แทนการตรึงราคาน้ำมัน ส่วนในเรื่องของเสถียรภาพค่าเงิน บาทยังอยู่ในระดับที่รับได้ ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะ ต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้การใช้จ่ายภาค ประชาชนหดตัวลง ดังนั้น มองว่าไม่ควรที่จะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้ เพราะด้วยสภาพคล่องในประเทศยังมีอยู่มาก ในขณะ ที่การใช้จ่ายลดลง หากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงไปอีก อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยจะมีการปรับ ขึ้นหรือไม่ จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งหาก ในการประชุมกนง.วันที่ 16 ก.ค. 2551 มีการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็ต้องยอมรับว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พิจารณาถึงความเหมาะสม ที่ได้จากข้อมูลและตัวเลขต่างๆ แล้วว่าสมควรจะปรับขึ้น นายสมชัย กล่าวว่า สศค.จะยังไม่มีการปรับประมาณจีดีพีในปี 2551 ที่อยู่ที่ 5-6% ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้จะปรับตัวสูงขึ้น กว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 5% และราคาน้ำมันจะปรับสูงขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 85-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลก็ตาม เนื่องจากจะต้องรอดูสถานการณ์ในระยะยาวว่าเป็นอย่างไร ส่วนปัญหาทางการเมืองในขณะนี้ยังไม่สามารถ นำมาเป็นสมมติฐานที่ชัดเจนที่จะระบุได้ว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเท่าไร ด้านฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงเทพ คาดว่าธปท.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นโยบายในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจาก อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและพื้นฐานที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นมาก ประกอบกับดุลบัญชีเดินสะพัดที่เริ่มขาดดุล และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง เป็นปัจจัยที่จะทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงินตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปีประมาณ 0.50-0.75% จากระดับ 3.25% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อในรอบนี้มีสาเหตุมาจากต้นทุน การใช้นโยบายการเงินจึงอาจไม่มีประสิทธิภาพในการลดเงิน เฟ้อมากนัก น่าจะช่วยเพียงป้องกันไม่ให้การคาด การณ์อัตราเงินเฟ้อในอนาคตของผู้บริโภคสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงในระยะยาวมากกว่า ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจฉบับวันที่ 11 - 13 มิ.ย. 2551
สศค.แนะแบงก์ชาติชะลอขึ้นดอกเบี้ยนโยบายห่วงเงินเฟ้อพุ่งไม่หยุด แซงหน้าจีดีพี หวั่นซ้ำเติมเศรษฐกิจ ส่วนภาครัฐต้องเร่งเพิ่มรายได้ประชาชน คงเป้าหมาย จีดีพี ปีนี้ไว้ที่ 5-6% แม้น้ำมันเงินเฟ้อพุ่ง ขณะที่ปัญหาการเมืองยังประเมินยากต้องรอดูระยะยาว นายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น มีความน่าเป็นห่วง โดยหากอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อาจจะทำให้เศรษฐกิจเกิดความเสียหายได้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการต่อไปคือ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้จีดีพีขยายตัวได้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ “สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการต่อไป คือ ต้องดูแลการลงต้นทุนการผลิตของภาคเอกชน ให้ลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่รัฐบาลจะต้อง เร่งพัฒนาพลังงานทดแทนมาใช้แทนการตรึงราคาน้ำมัน ส่วนในเรื่องของเสถียรภาพค่าเงิน บาทยังอยู่ในระดับที่รับได้ ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะ ต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้การใช้จ่ายภาค ประชาชนหดตัวลง ดังนั้น มองว่าไม่ควรที่จะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้ เพราะด้วยสภาพคล่องในประเทศยังมีอยู่มาก ในขณะ ที่การใช้จ่ายลดลง หากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงไปอีก อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยจะมีการปรับ ขึ้นหรือไม่ จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งหาก ในการประชุมกนง.วันที่ 16 ก.ค. 2551 มีการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็ต้องยอมรับว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พิจารณาถึงความเหมาะสม ที่ได้จากข้อมูลและตัวเลขต่างๆ แล้วว่าสมควรจะปรับขึ้น นายสมชัย กล่าวว่า สศค.จะยังไม่มีการปรับประมาณจีดีพีในปี 2551 ที่อยู่ที่ 5-6% ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้จะปรับตัวสูงขึ้น กว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 5% และราคาน้ำมันจะปรับสูงขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 85-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลก็ตาม เนื่องจากจะต้องรอดูสถานการณ์ในระยะยาวว่าเป็นอย่างไร ส่วนปัญหาทางการเมืองในขณะนี้ยังไม่สามารถ นำมาเป็นสมมติฐานที่ชัดเจนที่จะระบุได้ว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเท่าไร ด้านฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงเทพ คาดว่าธปท.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นโยบายในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจาก อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและพื้นฐานที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นมาก ประกอบกับดุลบัญชีเดินสะพัดที่เริ่มขาดดุล และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง เป็นปัจจัยที่จะทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงินตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปีประมาณ 0.50-0.75% จากระดับ 3.25% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อในรอบนี้มีสาเหตุมาจากต้นทุน การใช้นโยบายการเงินจึงอาจไม่มีประสิทธิภาพในการลดเงิน เฟ้อมากนัก น่าจะช่วยเพียงป้องกันไม่ให้การคาด การณ์อัตราเงินเฟ้อในอนาคตของผู้บริโภคสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงในระยะยาวมากกว่า ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจฉบับวันที่ 11 - 13 มิ.ย. 2551
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Information Center


