ข่าวอสังหาริมทรัพย์
หวั่นปัญหาเงินเฟ้อ-ค่าครองชีพ ฉุนตลาดสินเชื่อบ้านไม่กระเตื้อง 11 มิถุนายน 2551
ประธานสมาคมสินเชื่อฯ ระบุแนวโน้ม สินเชื่อบ้านปีนี้คงที่ ส่วนมาตราการภาษีจะรู้ผลกระตุ้นภาคอสังหาฯได้จริงหรือไม่ในครึ่งปีหลัง ห่วงปัญหาค่าครองชีพเพิ่ม เงินเฟ้อพุ่ง ผู้กู้อาจผ่อนค่างวดไหว แนะกู้ตามกำลังรายได้ของตนเอง ยังไม่พบสัญญาณสินเชื่อที่อยู่อาศัยเกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้น นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูลย์ ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินว่า การเติบโตคงไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา ที่มียอดปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ขณะที่มีสินเชื่อตกค้างในระบบจำนวน 1.4 ล้านล้านบาท แม้ว่าในปีนี้จะมีปัจจัยบวกจากมาตราการลดภาษีอสังหาริมทรัพย์เพื่อกระตุ้นธุรกิจ แต่เนื่องจากปัจจัยลบด้านราคาน้ำมัน ค่าครองชีพภาคประชาชนเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้คนไทยมีเงินเหลือเก็บน้อยลง ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยลดลง รวมไปถึงตลาดอสังหาฯโดยรวม "มาตราการด้านภาษีจะช่วยกระตุ้นภาคอสังหาฯได้ดีหรือไม่ ต้องรอดูในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะเริ่มมีการใช้จริงจังในเดือนที่ผ่านมา เพราะเมษายนมีช่วงวันหยุดเยอะ" อย่างไรก็ตามตลาดสินเชื่อขึ้นอยู่กับดอกเบี้ย ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเพราะเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังแสดงท่าทีว่าจะปรับขึ้น เพราะเงินเฟ้ออยู่ในระดับน่าอันตราย แม้ว่าขณะนี้จะสามารถควบคุมปัญหาสินเชื่อซับไพร์มได้แล้ว สำหรับปัญหาค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงในตอนนี้ จะส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มระดับกลาง-ล่าง มีรายได้คงที่ จะต้องประหยัดเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ส่วนกลุ่มที่มีรายได้เยอะอาจทำให้ทรัพย์สินลดลง เงินฝากได้ผลตอบแทนน้อย อย่างไรก็ดี ปัญหาดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อสินเชื่อในระบบจนเกิดเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ขึ้น เพราะเชื่อว่าประชาชนยังมีเงินเก็บที่สามารถนำออกมาใช้ได้ แต่หากภาวะเศรษฐกิจยังคงเป็นเช่นนี้ต่อเนื่อง อาจทำให้ผู้กู้มีปัญหาการชำระค่างวดได้ ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาตัวเลขเอ็นพีแอลลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันอัตรากลับลดช้าลง โดยในปี 2550 สินเชื่อที่อยู่อาศัยมีเอ็นพีแอลอยู่ในสัดส่วน 4.06% และ ณ สิ้นเดือน มี.ค.อยู่ที่ระดับ 4% หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท แม้ว่าจะไม่ลดลงในอัตราที่ไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี แสดงว่าสินเชื่อมีคุณภาพมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้กู้มีวินัยทางการเงินที่ดีขึ้น กู้เงินตามกำลังเงิน นอกจากนี้สถาบันการเงินยังมีข้อมูลของผู้กู้และมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
ประธานสมาคมสินเชื่อฯ ระบุแนวโน้ม สินเชื่อบ้านปีนี้คงที่ ส่วนมาตราการภาษีจะรู้ผลกระตุ้นภาคอสังหาฯได้จริงหรือไม่ในครึ่งปีหลัง ห่วงปัญหาค่าครองชีพเพิ่ม เงินเฟ้อพุ่ง ผู้กู้อาจผ่อนค่างวดไหว แนะกู้ตามกำลังรายได้ของตนเอง ยังไม่พบสัญญาณสินเชื่อที่อยู่อาศัยเกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้น นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูลย์ ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินว่า การเติบโตคงไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา ที่มียอดปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ขณะที่มีสินเชื่อตกค้างในระบบจำนวน 1.4 ล้านล้านบาท แม้ว่าในปีนี้จะมีปัจจัยบวกจากมาตราการลดภาษีอสังหาริมทรัพย์เพื่อกระตุ้นธุรกิจ แต่เนื่องจากปัจจัยลบด้านราคาน้ำมัน ค่าครองชีพภาคประชาชนเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้คนไทยมีเงินเหลือเก็บน้อยลง ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยลดลง รวมไปถึงตลาดอสังหาฯโดยรวม "มาตราการด้านภาษีจะช่วยกระตุ้นภาคอสังหาฯได้ดีหรือไม่ ต้องรอดูในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะเริ่มมีการใช้จริงจังในเดือนที่ผ่านมา เพราะเมษายนมีช่วงวันหยุดเยอะ" อย่างไรก็ตามตลาดสินเชื่อขึ้นอยู่กับดอกเบี้ย ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเพราะเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังแสดงท่าทีว่าจะปรับขึ้น เพราะเงินเฟ้ออยู่ในระดับน่าอันตราย แม้ว่าขณะนี้จะสามารถควบคุมปัญหาสินเชื่อซับไพร์มได้แล้ว สำหรับปัญหาค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงในตอนนี้ จะส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มระดับกลาง-ล่าง มีรายได้คงที่ จะต้องประหยัดเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ส่วนกลุ่มที่มีรายได้เยอะอาจทำให้ทรัพย์สินลดลง เงินฝากได้ผลตอบแทนน้อย อย่างไรก็ดี ปัญหาดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อสินเชื่อในระบบจนเกิดเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ขึ้น เพราะเชื่อว่าประชาชนยังมีเงินเก็บที่สามารถนำออกมาใช้ได้ แต่หากภาวะเศรษฐกิจยังคงเป็นเช่นนี้ต่อเนื่อง อาจทำให้ผู้กู้มีปัญหาการชำระค่างวดได้ ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาตัวเลขเอ็นพีแอลลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันอัตรากลับลดช้าลง โดยในปี 2550 สินเชื่อที่อยู่อาศัยมีเอ็นพีแอลอยู่ในสัดส่วน 4.06% และ ณ สิ้นเดือน มี.ค.อยู่ที่ระดับ 4% หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท แม้ว่าจะไม่ลดลงในอัตราที่ไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี แสดงว่าสินเชื่อมีคุณภาพมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้กู้มีวินัยทางการเงินที่ดีขึ้น กู้เงินตามกำลังเงิน นอกจากนี้สถาบันการเงินยังมีข้อมูลของผู้กู้และมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Information Center


