ข่าวอสังหาริมทรัพย์
โปรเจ็กต์ยักษ์กรุงเทพมหานครป่วนทั่วกรุง! + รับเหมายื้อเซ็นสัญญา ถนน สะพาน อุโมงค์นับสิบค้ 8 มิถุนายน 2551
จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อปากท้องประชาชน ภาคธุรกิจโดยรวม โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมก่อสร้างที่มีปัญหาต้นทุนวัสดุก่อสร้างขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถรับงานต่อได้และมีแนวโน้มว่าในอนาคตจะมีโอกาสทิ้งงานตามมา
ต่อเรื่องนี้ แหล่งข่าวระดับสูงจากกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยกับ ""ฐานเศรษฐกิจ"" ว่า ขณะนี้มีผู้รับเหมาที่ได้รับงานก่อสร้างโครงการถนน สะพาน และ ทางลอด (อุโมงค์) ของกทม. แต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาจ้าง จำนวนกว่า 10 ราย ได้ยื่นหนังสือถึงนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม. ว่า ขอให้ ยกเลิกการยืนราคาค่าก่อสร้างที่ประมูลได้ออกไป และขอให้มีการปรับราคาใหม่ตามกลไกตลาด 10-15% เนื่องจากวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น
โดยเฉพาะเหล็กที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการก่อสร้างได้ปรับราคาสูงขึ้นเรื่อยๆตามราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง จากกิโลกรัมละ 10 กว่าบาท ขยับเป็น 20 -30 กว่าบาทต่อกิโลกรัม เมื่อเทียบจากช่วง 6 เดือนที่อยู่ในช่วงคำนวณราคากลางจนถึงได้รับงาน หรือช่วงยืนราคา โดยยอมรับว่า โครงการก่อสร้างอุโมงค์ สะพาน ทางต่างระดับ ต้องใช้เหล็กเป็นส่วนใหญ่ที่น่าจะได้รับผลกระทบรุนแรง ส่วนถนนแนวราบจะได้รับผลกระทบเช่นกันแต่ไม่เกิน10 %
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า จากความเดือดร้อนดังกล่าว ทำให้มีกระแสข่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมออกมติ ช่วยเหลือผู้รับเหมาที่รับงานจากหน่วยงานราชการ ให้ยกเลิกการยืนราคาประมูลเดิมไม่เกิน 6เดือน ออกไปไม่มีกำหนด อีกทั้งยกเลิกการริบ วงเงินค้ำประกันอีก 5% ของมูลค่างานที่เกิดจากผู้รับเหมาไม่เซ็นสัญญาตามระยะเวลาที่กำหนดออกไปตามที่ผู้รับเหมายืนเรื่องร้องเรียนกับนายกรัฐมนตรีนายสมัคร สุนทรเวช และหากมติครม.ดังกล่าวออกมา ส่งผลให้กทม.ได้รับความเสียหาย เนื่องจากมีโครงการที่ยังไม่เซ็นสัญญาจำนวนมาก
ทางออกที่ดีที่สุด กทม.จะเร่งรัดให้ผู้รับเหมาเซ็นสัญญาโดยเร็ว ก่อนที่มติครม.ดังกล่าวจะออกมา หากไม่ยินยอม จะยึดเงินค้ำประกัน 5% ของมูลค่างานทั้งหมด ตามระเบียบพัสดุ แต่ทั้งนี้ ติดปัญหาว่าเกือบทุกโครงการ (ดูตารางประกอบ) มักขอรัฐบาลอุดหนุนงบประมาณ ในสัดส่วน กทม. 60% รัฐบาล 40% เพราะเป็นโครงการใหญ่ใช้งบประมาณสูง เมื่อได้ตัวผู้รับเหมาแล้ว ไม่สามารถเซ็นสัญญาได้ทันที ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบพัสดุ ต้องเสนอต่อสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง พิจารณาเห็นชอบและเบิกจ่ายงบประมาณ ถึงจะเซ็นสัญญาได้
หากสำนักงบพิจารณาล่าช้า จะทำให้ทุกโครงการเริ่มต้นใหม่ โดยเฉพาะ ผู้รับเหมาที่ชนะประมูลโดยฟันราคาต่ำๆ จากราคากลางเพื่อให้ได้งานเช่น บริษัทวิจิตรภัณฑ์ ฯ ที่ได้งาน ก่อสร้างและขยายถนนศรีนครินทร์ช่วงพัฒนาการ-อุดมสุข จากมูลค่า 700 กว่าล้านบาท (ราคากลาง) ฟันราคาลงเหลือกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางกว่า 30% ซึ่งรายนี้ ไม่ต้องการรับงานเพราะหากเซ็นสัญญาอาจจะเกิดปัญหาทิ้งงานได้เพราะต้นทุนเข้าเนื้อแน่นอน และอาจทิ้งงานตามมาในที่สุด อีกทั้งค่าเค ( ค่าดัชนีผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากราคาน้ำมัน ,วัสดุก่อสร้าง) ของกระทรวงพาณิชย์และราคาซื้อขายจริงยังหากกันมากถึง30%
อย่างไรก็ดีหากมติครม.ออกมาจริง ก็ต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ทำให้งานล่าช้าและเริ่มขั้นตอน ตั้งแต่ประกาศลงเว็บไซต์ ประชาสัมพันธ์ รับฟังความคิดเห็นประชาชน ทำทีโออาร์ เอกสารประกวดราคา กว่าจะได้ตัวผู้รับเหมาอีกครั้งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6-7เดือน และ ยังเปิดช่องให้ผู้รับเหมาที่ชอบฟันราคาต่ำๆหลุดพ้นจากปัญหาดังกล่าว
อย่างไรก็ดีกทม.จะพิจารณาปรับราคากลางใหม่ ตามต้นทุนที่ปรับขึ้นในปัจจุบัน ในรายที่เป็นโครงการใหม่ที่ยังไม่ประมูล กรณีที่เป็นโครงการสะพานทางลอด (อุโมงค์ ) ทางต่างระดับ ที่ใช้เหล็กค่อนข้างสูงจะปรับเพิ่ม 15% ส่วนรายที่เป็นโครงการก่อสร้างถนน หรือ ปรับปรุงขยายถนน จะพิจารณาปรับขึ้นไม่เกิน 10% จากราคากลางเดิม เช่น โครงการอุโมงค์มูลค่า 1,000 ล้านบาท จะปรับให้ 15% มูลค่า 500 ล้านบาทปรับไม่เกิน 10% เป็นต้น ส่วนรายที่มีปัญหายื้อไม่เว้นสัญญากทม.จะเร่งรัดเซ็นสัญญาโดยเร็วที่สุด และจะประสานไปทางสำนักงบประมาณให้พิจารณาเป็นกรณีพิเศษ
แหล่งข่าวกล่าวว่า มั่นใจว่าผู้รับเหมาที่ประมูลโครงการถนนได้ไม่น่าจะบอกเลิกโครงการ เพราะต้นทุนสูงไม่มาก และยิ่งเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ยิ่งไม่น่าจะมีพฤติกรรมในลักษณะนั้น เพราะเทียบกับการรับงานที่กำไรน้อยและลูกจ้าง เครื่องจักรยังอยู่ได้ ยังดีกว่าไม่ได้งานเลย ยิ่งทำให้วิกฤติตามมา แต่เชื่อว่ารับเหมารายเล็ก ที่ได้งานไปแล้วจะมีปัญหาทิ้งงานตามมามากเพราะสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้และวัสดุขาด
แหล่งข่าวจากวงการรับเหมากล่าวว่า ราคากลางและค่าเค ต่ำมากไม่ สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และได้เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาช่วยเหลือ เพราะหากรับงานไปจะส่งผลกระทบตามมาที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อปากท้องประชาชน ภาคธุรกิจโดยรวม โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมก่อสร้างที่มีปัญหาต้นทุนวัสดุก่อสร้างขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถรับงานต่อได้และมีแนวโน้มว่าในอนาคตจะมีโอกาสทิ้งงานตามมา
ต่อเรื่องนี้ แหล่งข่าวระดับสูงจากกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยกับ ""ฐานเศรษฐกิจ"" ว่า ขณะนี้มีผู้รับเหมาที่ได้รับงานก่อสร้างโครงการถนน สะพาน และ ทางลอด (อุโมงค์) ของกทม. แต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาจ้าง จำนวนกว่า 10 ราย ได้ยื่นหนังสือถึงนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม. ว่า ขอให้ ยกเลิกการยืนราคาค่าก่อสร้างที่ประมูลได้ออกไป และขอให้มีการปรับราคาใหม่ตามกลไกตลาด 10-15% เนื่องจากวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น
โดยเฉพาะเหล็กที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการก่อสร้างได้ปรับราคาสูงขึ้นเรื่อยๆตามราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง จากกิโลกรัมละ 10 กว่าบาท ขยับเป็น 20 -30 กว่าบาทต่อกิโลกรัม เมื่อเทียบจากช่วง 6 เดือนที่อยู่ในช่วงคำนวณราคากลางจนถึงได้รับงาน หรือช่วงยืนราคา โดยยอมรับว่า โครงการก่อสร้างอุโมงค์ สะพาน ทางต่างระดับ ต้องใช้เหล็กเป็นส่วนใหญ่ที่น่าจะได้รับผลกระทบรุนแรง ส่วนถนนแนวราบจะได้รับผลกระทบเช่นกันแต่ไม่เกิน10 %
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า จากความเดือดร้อนดังกล่าว ทำให้มีกระแสข่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมออกมติ ช่วยเหลือผู้รับเหมาที่รับงานจากหน่วยงานราชการ ให้ยกเลิกการยืนราคาประมูลเดิมไม่เกิน 6เดือน ออกไปไม่มีกำหนด อีกทั้งยกเลิกการริบ วงเงินค้ำประกันอีก 5% ของมูลค่างานที่เกิดจากผู้รับเหมาไม่เซ็นสัญญาตามระยะเวลาที่กำหนดออกไปตามที่ผู้รับเหมายืนเรื่องร้องเรียนกับนายกรัฐมนตรีนายสมัคร สุนทรเวช และหากมติครม.ดังกล่าวออกมา ส่งผลให้กทม.ได้รับความเสียหาย เนื่องจากมีโครงการที่ยังไม่เซ็นสัญญาจำนวนมาก
ทางออกที่ดีที่สุด กทม.จะเร่งรัดให้ผู้รับเหมาเซ็นสัญญาโดยเร็ว ก่อนที่มติครม.ดังกล่าวจะออกมา หากไม่ยินยอม จะยึดเงินค้ำประกัน 5% ของมูลค่างานทั้งหมด ตามระเบียบพัสดุ แต่ทั้งนี้ ติดปัญหาว่าเกือบทุกโครงการ (ดูตารางประกอบ) มักขอรัฐบาลอุดหนุนงบประมาณ ในสัดส่วน กทม. 60% รัฐบาล 40% เพราะเป็นโครงการใหญ่ใช้งบประมาณสูง เมื่อได้ตัวผู้รับเหมาแล้ว ไม่สามารถเซ็นสัญญาได้ทันที ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบพัสดุ ต้องเสนอต่อสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง พิจารณาเห็นชอบและเบิกจ่ายงบประมาณ ถึงจะเซ็นสัญญาได้
หากสำนักงบพิจารณาล่าช้า จะทำให้ทุกโครงการเริ่มต้นใหม่ โดยเฉพาะ ผู้รับเหมาที่ชนะประมูลโดยฟันราคาต่ำๆ จากราคากลางเพื่อให้ได้งานเช่น บริษัทวิจิตรภัณฑ์ ฯ ที่ได้งาน ก่อสร้างและขยายถนนศรีนครินทร์ช่วงพัฒนาการ-อุดมสุข จากมูลค่า 700 กว่าล้านบาท (ราคากลาง) ฟันราคาลงเหลือกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางกว่า 30% ซึ่งรายนี้ ไม่ต้องการรับงานเพราะหากเซ็นสัญญาอาจจะเกิดปัญหาทิ้งงานได้เพราะต้นทุนเข้าเนื้อแน่นอน และอาจทิ้งงานตามมาในที่สุด อีกทั้งค่าเค ( ค่าดัชนีผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากราคาน้ำมัน ,วัสดุก่อสร้าง) ของกระทรวงพาณิชย์และราคาซื้อขายจริงยังหากกันมากถึง30%
อย่างไรก็ดีหากมติครม.ออกมาจริง ก็ต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ทำให้งานล่าช้าและเริ่มขั้นตอน ตั้งแต่ประกาศลงเว็บไซต์ ประชาสัมพันธ์ รับฟังความคิดเห็นประชาชน ทำทีโออาร์ เอกสารประกวดราคา กว่าจะได้ตัวผู้รับเหมาอีกครั้งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6-7เดือน และ ยังเปิดช่องให้ผู้รับเหมาที่ชอบฟันราคาต่ำๆหลุดพ้นจากปัญหาดังกล่าว
อย่างไรก็ดีกทม.จะพิจารณาปรับราคากลางใหม่ ตามต้นทุนที่ปรับขึ้นในปัจจุบัน ในรายที่เป็นโครงการใหม่ที่ยังไม่ประมูล กรณีที่เป็นโครงการสะพานทางลอด (อุโมงค์ ) ทางต่างระดับ ที่ใช้เหล็กค่อนข้างสูงจะปรับเพิ่ม 15% ส่วนรายที่เป็นโครงการก่อสร้างถนน หรือ ปรับปรุงขยายถนน จะพิจารณาปรับขึ้นไม่เกิน 10% จากราคากลางเดิม เช่น โครงการอุโมงค์มูลค่า 1,000 ล้านบาท จะปรับให้ 15% มูลค่า 500 ล้านบาทปรับไม่เกิน 10% เป็นต้น ส่วนรายที่มีปัญหายื้อไม่เว้นสัญญากทม.จะเร่งรัดเซ็นสัญญาโดยเร็วที่สุด และจะประสานไปทางสำนักงบประมาณให้พิจารณาเป็นกรณีพิเศษ
แหล่งข่าวกล่าวว่า มั่นใจว่าผู้รับเหมาที่ประมูลโครงการถนนได้ไม่น่าจะบอกเลิกโครงการ เพราะต้นทุนสูงไม่มาก และยิ่งเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ยิ่งไม่น่าจะมีพฤติกรรมในลักษณะนั้น เพราะเทียบกับการรับงานที่กำไรน้อยและลูกจ้าง เครื่องจักรยังอยู่ได้ ยังดีกว่าไม่ได้งานเลย ยิ่งทำให้วิกฤติตามมา แต่เชื่อว่ารับเหมารายเล็ก ที่ได้งานไปแล้วจะมีปัญหาทิ้งงานตามมามากเพราะสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้และวัสดุขาด
แหล่งข่าวจากวงการรับเหมากล่าวว่า ราคากลางและค่าเค ต่ำมากไม่ สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และได้เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาช่วยเหลือ เพราะหากรับงานไปจะส่งผลกระทบตามมาที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Information Center


