ข่าวอสังหาริมทรัพย์
แลนด์ฯ เมินแบงก์ขึ้นดบ.กู้ คงเป้ายอดขาย 2.1 หมื่นล. 5 มิถุนายน 2551
นายอดิศร ธนนันท์นราพูล รองกรรมการผู้จัดการและกรรมการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH เปิดเผยว่า แม้ธนาคารพาณิชย์จะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่บริษัทยังไม่ได้มีการปรับประมาณการยอดขายในปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ 2.1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมองว่าการปรับดอกเบี้ยในรอบนี้ประมาณ 0.3% ถือว่าน้อยมาก และแม้ดอกเบี้ยจะมีแนวโน้มขาขึ้น แต่เชื่อว่าจะเป็นลักษณะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น เพราะรัฐบาลเอง ก็ต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในอดีตที่เคยสูงถึง 15% และปัจจุบันอยู่ที่7%ถือว่าต่ำมาก
นายอดิศร กล่าวต่อว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคที่หายไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว โดยปัญหาตอนนี้คือเรื่องของความเชื่อมั่น โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านการเมือง การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ทำให้ความเชื่อมั่นภายในประเทศหายไป นักท่องเที่ยวก็ไม่กล้าที่จะเข้ามา ประชาชนในประเทศก็ไม่กล้าที่จะจับจ่ายใช้สอย
“ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย เพราะแม้จะปรับเพิ่มขึ้นก็แค่นิดหน่อย ไม่มีผลกระทบ ซึ่งหากไม่เกิดความขัดแย้งภายในประเทศ จนต้องมีการก่อม็อบภายใน เชื่อว่าทุกอย่างน่าจะดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจไปได้ คนก็กล้าใช้กล้าจ่าย นักลงทุนต่างประเทศก็กล้าเข้ามาลงทุน เงินทุนก็จะไหลเข้ามาเอง แต่ตอนนี้ไม่มีใครกล้าทำอะไร เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นหากการชุมนุมยังยืดเยื้อ”นายอดิศรกล่าว
ด้าน บล.นครหลวงไทย ได้ออกบทวิเคราะห์โดยระบุว่าได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่ม
อสังหาริมทรัพย์ในประเภทโครงการที่อยู่อาศัยลง เนื่องจากประเมินว่าปัจจัยบวกจากนโยบายการลดภาษีทั้งในฝั่งของผู้ประกอบการและลูกค้า ที่จะสิ้นสุดในเดือนมี.ค.2552 นั้นไม่เพียงพอที่จะต้านปัจจัยลบที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยการปรับดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้นและการถูกผลักภาระราคาจากผู้ประกอบการ ถือเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินรวมไม่น้อยกว่า6%
ขณะที่กรณีที่แย่สุด หากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1% จะส่งผลต่อภาระที่อาจเพิ่มมากขึ้นถึง 23% ประกอบกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเกิดการชะลอการตัดสินใจซื้อ
บล.นครหลวงไทยประเมินว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้าอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในขาขึ้น เพราะหลังจากที่ธนาคารกรุงเทพปรับเพิ่มดอกเบี้ยเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์รายอื่นจะทยอยปรับเพิ่มเช่นกัน
ด้านนักวิเคราะห์จาก บล.ฟินันซ่า ให้ความเห็นว่า เงินเฟ้อพุ่งเพราะน้ำมันแพงมีทั้งข้อดีและข้อเสียต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพราะจากการที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพ.ค.เร่งตัวสูงถึงเป็น 7.6% ทำให้คาดว่าท้ายสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องขยับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานอาร์/พี 1 วันขึ้นจาก 3.25% หลังจากตรึงมา7ครั้งติดนับแต่เดือนส.ค.2550
นักวิเคราะห์ ระบุว่าการที่ธนาคารกรุงเทพนำร่องประกาศขึ้นดอกเบี้ย 2 ขาไปแล้ว ส่งสัญญาณว่าแนวโน้มดอกเบี้ยต่ำจบลงแล้วเนื่องจากมีเงินเฟ้อเป็นตัวกระตุ้น ซึ่งความกังวลว่าดอกเบี้ยสูงจะกระทบอำนาจซื้อบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าระดับล่างที่รายได้ต่ำ ซึ่งจะอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยมากกว่ากลุ่มอื่น สำหรับมุมมองเชิงบวกต่อเรื่องดังกล่าวก็มีคือยอดขายของโครงการที่อยู่ในทำเลทองที่การคมนาคมสะดวก (เช่นติดรถไฟฟ้า) ก็จะน่าจะยิ่งขายดีขึ้น ซึ่งมองว่าบริษัทเอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ (AP) เด่นสุดในเรื่องนี้ เนื่องจากในช่วงอีก 7 เดือนที่เหลือของปีนี้มีที่ดินพร้อมเปิดคอนโดติดรถไฟฟ้าใหม่แล้ว 5 โครงการมูลค่ารวม 1.09 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตามกรณีที่ต้นทุนก่อสร้างเพิ่ม 5-7% แต่ทุกบริษัทเตรียมรับมือไว้แล้ว ซึ่งการบริหารต้นทุนค่าก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้นผ่านการประกอบด้วย 1) ปรับราคาขายขึ้นสำหรับโครงการที่เปิดใหม่ 2) เพิ่มอำนาจการต่อรองโดยการซื้อวัสดุอุปกรณ์ล็อตใหญ่ และ 3) การใช้วัสดุทดแทนที่คุณภาพไม่ต่างแต่ราคาถูกลง เป็นต้น
ส่วนโครงการเดิมส่วนใหญ่จะพยายามตรึงราคาไว้เพื่อกระตุ้นยอดขาย ทั้งนี้ประเมินว่า แลนด์แอนด์เฮ้าส์และควอลิตี้เฮ้าส์ จะได้รับผลกระทบต่ำสุดจากต้นทุนพุ่ง เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่สร้างเสร็จก่อนขาย ทำให้รู้ต้นทุนล่วงหน้าและถูกกว่าในปัจจุบันส่งผลดีต่ออัตรากำไรขั้นต้น
ทั้งนี้นักวิเคราะห์ ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ในลักษณะเลือกซื้อลงทุนรายบริษัท เพราะมองว่าในวิกฤติ ก็มีโอกาสในการซื้อของดีราคาที่ถูกลง และราคาหุ้นที่ปรับลดลงทำให้ upside ของหุ้นในกลุ่มเปิดกว้างตั้งแต่ 28-77% โดยปัจจัยหนุนระยะสั้นคือผลประกอบการไตรมาส 2/2551 ที่จะออกมาดีมากหลังมาตรการลดภาษีอสังหาฯมีผลบังคับใช้
โดยหุ้นเด่นที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องภาษีมากที่สุดก็คือ หุ้นบริษัทเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ (AP) หุ้นบริษัทแอลพีเอ็น (LPN) และหุ้นศุภาลัย (SPALI) เนื่องจากหลายโครงการเลื่อนมาโอนในไตรมาสนี้ นอกจากนั้นมีโอกาสต่ำที่รายได้ปีนี้จะพลาดเป้า เพราะแบ็คล็อกรองรับแล้ว 85% 93% และ 77% ตามลำดับ ส่วนแลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) และควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) จะโดดเด่นในแง่ความสามารถในการบริหาร และมีความเสี่ยงต่ำจากดอกเบี้ยขาขึ้น (เพราะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นระดับกลาง-บน)
นายอดิศร ธนนันท์นราพูล รองกรรมการผู้จัดการและกรรมการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH เปิดเผยว่า แม้ธนาคารพาณิชย์จะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่บริษัทยังไม่ได้มีการปรับประมาณการยอดขายในปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ 2.1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมองว่าการปรับดอกเบี้ยในรอบนี้ประมาณ 0.3% ถือว่าน้อยมาก และแม้ดอกเบี้ยจะมีแนวโน้มขาขึ้น แต่เชื่อว่าจะเป็นลักษณะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น เพราะรัฐบาลเอง ก็ต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในอดีตที่เคยสูงถึง 15% และปัจจุบันอยู่ที่7%ถือว่าต่ำมาก
นายอดิศร กล่าวต่อว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคที่หายไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว โดยปัญหาตอนนี้คือเรื่องของความเชื่อมั่น โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านการเมือง การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ทำให้ความเชื่อมั่นภายในประเทศหายไป นักท่องเที่ยวก็ไม่กล้าที่จะเข้ามา ประชาชนในประเทศก็ไม่กล้าที่จะจับจ่ายใช้สอย
“ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย เพราะแม้จะปรับเพิ่มขึ้นก็แค่นิดหน่อย ไม่มีผลกระทบ ซึ่งหากไม่เกิดความขัดแย้งภายในประเทศ จนต้องมีการก่อม็อบภายใน เชื่อว่าทุกอย่างน่าจะดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจไปได้ คนก็กล้าใช้กล้าจ่าย นักลงทุนต่างประเทศก็กล้าเข้ามาลงทุน เงินทุนก็จะไหลเข้ามาเอง แต่ตอนนี้ไม่มีใครกล้าทำอะไร เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นหากการชุมนุมยังยืดเยื้อ”นายอดิศรกล่าว
ด้าน บล.นครหลวงไทย ได้ออกบทวิเคราะห์โดยระบุว่าได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่ม
อสังหาริมทรัพย์ในประเภทโครงการที่อยู่อาศัยลง เนื่องจากประเมินว่าปัจจัยบวกจากนโยบายการลดภาษีทั้งในฝั่งของผู้ประกอบการและลูกค้า ที่จะสิ้นสุดในเดือนมี.ค.2552 นั้นไม่เพียงพอที่จะต้านปัจจัยลบที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยการปรับดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้นและการถูกผลักภาระราคาจากผู้ประกอบการ ถือเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินรวมไม่น้อยกว่า6%
ขณะที่กรณีที่แย่สุด หากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1% จะส่งผลต่อภาระที่อาจเพิ่มมากขึ้นถึง 23% ประกอบกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเกิดการชะลอการตัดสินใจซื้อ
บล.นครหลวงไทยประเมินว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้าอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในขาขึ้น เพราะหลังจากที่ธนาคารกรุงเทพปรับเพิ่มดอกเบี้ยเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์รายอื่นจะทยอยปรับเพิ่มเช่นกัน
ด้านนักวิเคราะห์จาก บล.ฟินันซ่า ให้ความเห็นว่า เงินเฟ้อพุ่งเพราะน้ำมันแพงมีทั้งข้อดีและข้อเสียต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพราะจากการที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพ.ค.เร่งตัวสูงถึงเป็น 7.6% ทำให้คาดว่าท้ายสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องขยับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานอาร์/พี 1 วันขึ้นจาก 3.25% หลังจากตรึงมา7ครั้งติดนับแต่เดือนส.ค.2550
นักวิเคราะห์ ระบุว่าการที่ธนาคารกรุงเทพนำร่องประกาศขึ้นดอกเบี้ย 2 ขาไปแล้ว ส่งสัญญาณว่าแนวโน้มดอกเบี้ยต่ำจบลงแล้วเนื่องจากมีเงินเฟ้อเป็นตัวกระตุ้น ซึ่งความกังวลว่าดอกเบี้ยสูงจะกระทบอำนาจซื้อบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าระดับล่างที่รายได้ต่ำ ซึ่งจะอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยมากกว่ากลุ่มอื่น สำหรับมุมมองเชิงบวกต่อเรื่องดังกล่าวก็มีคือยอดขายของโครงการที่อยู่ในทำเลทองที่การคมนาคมสะดวก (เช่นติดรถไฟฟ้า) ก็จะน่าจะยิ่งขายดีขึ้น ซึ่งมองว่าบริษัทเอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ (AP) เด่นสุดในเรื่องนี้ เนื่องจากในช่วงอีก 7 เดือนที่เหลือของปีนี้มีที่ดินพร้อมเปิดคอนโดติดรถไฟฟ้าใหม่แล้ว 5 โครงการมูลค่ารวม 1.09 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตามกรณีที่ต้นทุนก่อสร้างเพิ่ม 5-7% แต่ทุกบริษัทเตรียมรับมือไว้แล้ว ซึ่งการบริหารต้นทุนค่าก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้นผ่านการประกอบด้วย 1) ปรับราคาขายขึ้นสำหรับโครงการที่เปิดใหม่ 2) เพิ่มอำนาจการต่อรองโดยการซื้อวัสดุอุปกรณ์ล็อตใหญ่ และ 3) การใช้วัสดุทดแทนที่คุณภาพไม่ต่างแต่ราคาถูกลง เป็นต้น
ส่วนโครงการเดิมส่วนใหญ่จะพยายามตรึงราคาไว้เพื่อกระตุ้นยอดขาย ทั้งนี้ประเมินว่า แลนด์แอนด์เฮ้าส์และควอลิตี้เฮ้าส์ จะได้รับผลกระทบต่ำสุดจากต้นทุนพุ่ง เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่สร้างเสร็จก่อนขาย ทำให้รู้ต้นทุนล่วงหน้าและถูกกว่าในปัจจุบันส่งผลดีต่ออัตรากำไรขั้นต้น
ทั้งนี้นักวิเคราะห์ ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ในลักษณะเลือกซื้อลงทุนรายบริษัท เพราะมองว่าในวิกฤติ ก็มีโอกาสในการซื้อของดีราคาที่ถูกลง และราคาหุ้นที่ปรับลดลงทำให้ upside ของหุ้นในกลุ่มเปิดกว้างตั้งแต่ 28-77% โดยปัจจัยหนุนระยะสั้นคือผลประกอบการไตรมาส 2/2551 ที่จะออกมาดีมากหลังมาตรการลดภาษีอสังหาฯมีผลบังคับใช้
โดยหุ้นเด่นที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องภาษีมากที่สุดก็คือ หุ้นบริษัทเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ (AP) หุ้นบริษัทแอลพีเอ็น (LPN) และหุ้นศุภาลัย (SPALI) เนื่องจากหลายโครงการเลื่อนมาโอนในไตรมาสนี้ นอกจากนั้นมีโอกาสต่ำที่รายได้ปีนี้จะพลาดเป้า เพราะแบ็คล็อกรองรับแล้ว 85% 93% และ 77% ตามลำดับ ส่วนแลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) และควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) จะโดดเด่นในแง่ความสามารถในการบริหาร และมีความเสี่ยงต่ำจากดอกเบี้ยขาขึ้น (เพราะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นระดับกลาง-บน)
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Information Center


